หากคุณกำลังมองหาวิธีสร้างหน้าร้านออนไลน์ที่สวยงาม ช่วยสร้างความประทับใจให้ลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการขาย บทความนี้จะพาไปรู้จักเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ขายสินค้าที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยให้คุณเปิดร้านของตัวเองได้ง่ายขึ้น แม้ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียนโค้ด
โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดในปัจจุบันไม่ได้มีดีแค่การสร้างหน้าร้านออนไลน์ แต่ยังช่วยเชื่อมต่อช่องทางการขาย จัดการเครื่องมือทางการตลาด รองรับระบบชำระเงิน และมีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ง่ายยิ่งขึ้น
ต่อไปนี้คือเครื่องมือสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ 10 รายการที่น่าสนใจของทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบราคา คุณสมบัติเด่น ข้อดีและข้อจำกัด เพื่อให้คุณเห็นความแตกต่างของแต่ละบริการและเลือกใช้ได้ตรงกับความต้องการของธุรกิจ
หากพร้อมแล้ว มาสำรวจ 10 โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดจากทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมดูว่ามีแพลตฟอร์มไหนให้ทดลองใช้ฟรี เพื่อให้คุณได้ทดลองใช้งานก่อนตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มที่ใช่สำหรับธุรกิจของคุณ
จัดอันดับ 7 โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุด
|
โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุด |
เหมาะกับใคร |
ราคา/เดือน |
คะแนน G2 |
|---|---|---|---|
|
Shopify |
ธุรกิจทุกขนาดที่ต้องการประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ระดับสูง |
฿1,000 |
4.4/5 |
|
Squarespace |
ผู้ที่ต้องการเทมเพลตทันสมัยและเครื่องมือแบบลากและวาง |
฿840 |
4.4/5 |
|
BigCommerce |
ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเครื่องมืออีคอมเมิร์ซที่แข็งแรง |
฿1,000 |
4.2/5 |
|
Wix |
ผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานเทคนิคและอยากสร้างร้านเอง |
฿1,000 |
4.2/5 |
|
GoDaddy |
ธุรกิจที่อยากรวมเว็บไซต์ โฮสติ้ง และอีคอมเมิร์ซไว้ด้วยกัน |
฿700 |
4.1/5 |
|
WooCommerce |
ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ WordPress อยู่แล้ว |
ฟรี |
4.4/5 |
|
Hostinger |
ผู้ที่ต้องการแพลตฟอร์มเบา ใช้งานง่าย และราคาประหยัด |
฿100 |
4.4/5 |
1. Shopify
Shopify ทำให้การสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นเรื่องง่าย ด้วยเครื่องมือที่เรียบง่ายและการออกแบบเว็บไซต์ที่ดึงดูด
Shopify โดดเด่นด้วยแผนบริการราคาหลากหลาย ดีไซน์ร้านค้าที่สวยงาม และเครื่องมือการขายที่ทรงพลัง จึงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์ได้ง่ายและน่าเชื่อถือ ด้วยฟีเจอร์ที่ครบครัน Shopify จึงเป็นตัวเลือกของผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ดหรือใช้งบประมาณสูงในการเริ่มต้น
เหมาะกับใคร
Shopify เหมาะกับทุกคนที่ต้องการมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ระดับสูง ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจคนเดียวไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะขายออนไลน์ ขายหน้าร้าน ขายบนโซเชียลมีเดีย ขายในตลาดออนไลน์ หรือขายหลายช่องทางพร้อมกัน
ทำไม Shopify ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
ร้านค้า Shopify มาพร้อมระบบสำเร็จรูปที่พร้อมเปิดขายได้ทันที โดยไม่ต้องลงโค้ดเอง ตั้งแต่ระบบความปลอดภัย SSL Certificate, โฮสติ้งและโดเมน, ไปจนถึงธีมหน้าร้านดีไซน์มืออาชีพให้เลือกมากกว่า 200 แบบ รวมถึงฟีเจอร์พื้นฐานสำหรับขายของออนไลน์แบบครบครัน เช่น ระบบชำระเงินที่ออกแบบมาให้ปิดการขายได้ไว, ระบบจัดการออเดอร์หลังบ้านที่ใช้งานง่าย และระบบส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าที่ค้างสินค้าไว้ในตะกร้าโดยอัตโนมัติ
นอกจากเว็บไซต์หลักแล้ว Shopify ยังรองรับการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Social Commerce และ Marketplace ชั้นนำ เพื่อให้คุณบริหารจัดการทุกช่องทางขายได้ครบจบในที่เดียว
ที่สำคัญ Shopify ยังมีระบบ AI อัจฉริยะที่เข้ามาช่วยย่นเวลาการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขียนคำอธิบายสินค้า, สร้างหน้า Landing Page, ปรับแต่งดีไซน์หน้าร้าน ไปจนถึงวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายและให้คำแนะนำเรื่องการจัดส่งได้อย่างแม่นยำ
ด้านการรับชำระเงิน Shopify รองรับ Payment Gateway ชั้นนำมากกว่า 100 ช่องทางทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยก็สามารถเชื่อมต่อกับระบบชำระเงินยอดนิยมอย่าง Opn, 2C2P หรือ GB Prime Pay เพื่อรับชำระผ่าน PromptPay QR Code, บัญชีธนาคารไทย และบัตรเครดิตได้อย่างราบรื่น รวมถึงฟีเจอร์ชำระเงินด่วนอย่าง Shop Pay ที่ช่วยเพิ่มโอกาสการปิดการขายได้สูงขึ้น
เมื่อมีออเดอร์เข้ามา คุณสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันระบบขนส่งในไทยเพื่อพิมพ์ใบจัดส่งสินค้าได้ในคลิกเดียว และจัดการสต็อกได้อย่างเป็นระบบ
หากต้องการเพิ่มลูกเล่นหรือขยายขีดความสามารถของร้านค้า ก็สามารถเลือกติดตั้งแอปพลิเคชันเสริมจาก Shopify App Store ที่มีมากกว่า 16,000 แอป ไม่ว่าจะเป็นแอปช่วยทำโปรโมชัน การตลาด การจัดการสต็อก หรือระบบบริการลูกค้าเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
ราคาและแพ็กเกจ
เริ่มทดลองใช้ฟรีกับ Shopify โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต แผนบริการแบบชำระเงินเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือนเมื่อชำระเงินแบบรายปี โดยมีหลายระดับให้เลือกตามขนาดธุรกิจ ตั้งแต่แผนสำหรับเริ่มขายอย่างง่าย ไปจนถึงแผน Advanced ที่รองรับธุรกิจที่เติบโตแล้ว
ฟีเจอร์
- เครื่องมือ AI ที่ช่วยออกแบบร้าน สร้างหน้า Landing Page สร้างรายการสินค้า และช่วยให้คำแนะนำด้านธุรกิจ
- การออกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ช่วยให้ลูกค้าช้อปได้ง่ายจากอุปกรณ์ใดก็ได้
- การควบคุม HTML และ CSS ได้เต็มที่สำหรับผู้ที่ชอบปรับแต่งทุกรายละเอียด
- การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ ในการค้นหา เพื่อช่วยให้ลูกค้าหาเจอ
- การจัดการสินค้าคงคลังและคำสั่งซื้อที่ง่ายดาย
- แบนด์วิดท์ไม่จำกัด จึงไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะมียอดเข้าชมร้านค้ามากแค่ไหน
- การวิเคราะห์ที่ละเอียด พร้อมรายงานและแดชบอร์ดที่ช่วยประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ
- การผสานการทำงานร่วมกับ Shopify POS สำหรับการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์
- ระบบชำระเงินที่ปรับแต่งได้ รองรับการชำระเงินด่วน รับสินค้าที่ร้าน โค้ดส่วนลด และ Shop Pay
- เครื่องมือจัดส่งและ Fulfillment ในตัว เช่น การพิมพ์ใบจ่าหน้า การติดตามพัสดุ การจัดการคืนสินค้า และภาษีนำเข้าในบางกรณี
- ความสามารถด้าน Omnichannel และ Multichannel เพื่อจัดการประสบการณ์ลูกค้าและสินค้าคงคลังข้ามช่องทาง
- จัดการได้ทุกที่ด้วยแอป Shopify บนมือถือ
- การสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมงผ่านอีเมล แชท และโทรศัพท์
คะแนน G2 ⭐: 4.4/5
2. Squarespace
Squarespace มีเทมเพลตเริ่มต้นที่สวยงาม พร้อมเครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบลากและวางที่ใช้งานง่าย
Squarespace ขึ้นชื่อเรื่องเทมเพลตเว็บไซต์ที่ทันสมัยและเครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบลากและวางที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการร้านค้าออนไลน์ที่มีดีไซน์โดดเด่นและเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้ หากต้องการใช้งานฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซ จะต้องเลือกแผนบริการที่รองรับการขายสินค้าออนไลน์
เหมาะกับใคร
Squarespace เหมาะกับผู้ที่ต้องการเทมเพลตสวยร่วมสมัย ผลลัพธ์ดูเป็นมืออาชีพ แลโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดแบบลากและวางที่เข้าใจง่าย
ทำไม Squarespace ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
จุดเด่นสำคัญของ Squarespace คือเรื่องดีไซน์และธีมหน้าร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องความพรีเมียม สไตล์มินิมอล คุณสามารถปรับแต่งสี ฟอนต์ ภาพประกอบ และดีไซน์ให้สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างอิสระ ด้านระบบชำระเงินรองรับ Gateway ชั้นนำอย่าง Stripe, PayPal และ Apple Pay รวมไปถึงระบบผ่อนชำระ จ่ายทีหลังอย่าง Afterpay นอกจากนี้ในแพ็กเกจขั้นสูงยังรองรับระบบสมาชิกแบบรายเดือนและการออกบัตรของขวัญอีกด้วย
สำหรับใครที่ใช้ Squarespace ทำเว็บไซต์องค์กรหรือเว็บพอร์ตโฟลิโออยู่แล้ว แต่อยากเริ่มขายของออนไลน์ ก็สามารถเชื่อมต่อฟีเจอร์ E-commerce ได้ง่ายๆ ผ่าน Shopify Buy Button ซึ่งมีค่าบริการเพียงประมาณ 150 บาท/เดือน แค่นำโค้ดสั้นๆ มาแปะ เว็บไซต์ของคุณก็พร้อมรับชำระเงินและใช้งานระบบติดตามการขายของ Shopify ได้ทันที
ข้อควรรู้ก่อนเลือกใช้คือ Squarespace มีแอปและส่วนขยายให้เลือกใช้น้อยกว่า Shopify พอสมควร นอกจากนี้ เครื่องมือ SEO พื้นฐานอาจจะยังไม่ยืดหยุ่นพอสำหรับคนที่ต้องการทำ SEO ขั้นสูง รวมถึงหน้าจอบริหารจัดการยังมีความจำกัดในการปรับแต่งโค้ดหลังบ้านบางจุด
ราคาและแพ็กเกจ
ทดลองใช้ฟรี 3 วัน ส่วนแผน Basic Commerce เริ่มต้นที่ประมาณ 840 บาทต่อเดือนเมื่อจ่ายรายปี
ฟีเจอร์
- โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดแบบลากและวาง พร้อมเทมเพลตและเลย์เอาต์เริ่มต้นที่หลากหลาย
- การออกแบบที่ปรับตามขนาดหน้าจอและอุปกรณ์
- การแก้ไข WYSIWYG แบบกำหนดเองได้สำหรับเนื้อหาหลากหลายประเภท
- มีรายการผลิตภัณฑ์ได้ไม่จำกัด
- ระบบการส่งอีเมลอัตโนมัติหลังการซื้อ
- มีความสามารถด้านอีคอมเมิร์ซในตัวสำหรับร้านค้าออนไลน์
- ฟีเจอร์ความปลอดภัย เช่น การเข้ารหัส SSL
- มีแอปมือถือสำหรับจัดการเว็บไซต์ระหว่างเดินทาง
- บริการช่วยเหลือลูกค้าที่เชื่อถือได้
ข้อดีและข้อเสีย
- เหมาะสำหรับการขายผลิตภัณฑ์และบริการ
- มีฟีเจอร์การขายการซื้อแบบเหมาจ่ายล่วงหน้าในแผน Advanced
- มีส่วนขยายของผู้ให้บริการภายนอกน้อยกว่าแพลตฟอร์มอย่าง Shopify
- ตัวเลือกการปรับแต่งและ SEO ขั้นสูงอาจไม่ยืดหยุ่นพอสำหรับบางธุรกิจ
คะแนน G2 ⭐: 4.4/5
3. BigCommerce
BigCommerce ใช้เครื่องมือแก้ไขภาพเพื่อออกแบบร้านค้าอีคอมเมิร์ซสำหรับบริษัทในระดับองค์กร
BigCommerce เป็นโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการขายและจัดการร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยเครื่องมืออีคอมเมิร์ซที่ครบครัน รองรับการปรับแต่งเว็บไซต์ได้หลากหลาย และมีบริการโฮสต์เว็บไซต์ในตัว จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโต
เหมาะกับใคร
BigCommerce เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่หรือแบรนด์ที่ต้องการขายหลายประเทศ หลายภาษา หลายสกุลเงิน และต้องการเครื่องมืออีคอมเมิร์ซที่ปรับแต่งได้ลึก
ทำไม BigCommerce ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
BigCommerce ได้รับการออกแบบมาเพื่อการขายระหว่างประเทศ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้นๆ ในเครื่องมือค้นหา และการขายผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งในแพลตฟอร์มโซเชียลและตลาดออนไลน์
อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าอาจไม่เป็นมิตรเท่าคู่แข่งบางราย ตัวเลือกการปรับแต่งดีไซน์เว็บไซต์ โดยเฉพาะตำแหน่งคอนเทนต์ อาจยังจำกัด และแผนบริการอาจอัปเกรดอัตโนมัติตามยอดขายเมื่อเกินเกณฑ์ที่กำหนด
ราคาและแพ็กเกจ
ทดลองใช้ฟรี 15 วัน แผนบริการแบบชำระเงินเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือนเมื่อจ่ายรายปี โดยแผนระดับกลางและระดับองค์กรมีให้เลือกเพิ่มเติม
ฟีเจอร์
- เครื่องมือแก้ไขภาพสำหรับการปรับแต่งแบบลากและวาง
- ธีมที่สามารถปรับแต่งได้โดยใช้ HTML, CSS และ JavaScript
- การปรับแต่งการชำระเงินผ่าน API และ SDK
- รองรับกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Amazon Pay และ Apple Pay
- รองรับหลากสกุลเงินและหลายภาษาเพื่อการขายทั่วโลก
- รองรับผู้ให้บริการชำระเงินมากกว่า 65 ราย ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศและวิธีชำระเงินท้องถิ่นมากกว่า 250 รูปแบบ
- บริการช่วยเหลือทางโทรศัพท์และแชทสดตลอด 24 ชั่วโมงในทุกแผน
- มีการคำนวณค่าจัดส่งแบบเรียลไทม์ในทุกแผน
ข้อดีและข้อเสีย
- ขายระหว่างประเทศผ่านหลายช่องทางการขาย
- ออกแบบมาสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่
- แผนบริการต่างๆ จะมีขีดจำกัดสำหรับยอดขายประจำปี
- ธีมฟรีมีจำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการของบางธุรกิจ
คะแนน G2 ⭐: 4.2/5
4. Wix
Wix มีเครื่องมือที่เรียบง่ายและเทมเพลตต่างๆ เพื่อสร้างร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่ปรับแต่งได้
Wix เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ผู้เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ขายสินค้าได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านเทคนิค มีเครื่องมือแก้ไขแบบลากและวางที่ช่วยให้ปรับหน้าตาเว็บไซต์ได้ตามต้องการ ทั้งนี้ หากต้องการเปิดรับคำสั่งซื้อและขายสินค้าออนไลน์ ควรเลือกแพ็กเกจที่รองรับอีคอมเมิร์ซ
เหมาะกับใคร
Wix เหมาะกับผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานเทคนิคและต้องการสร้างเว็บขายของด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย
ทำไม Wix ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
Wix มีเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการจัดการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการติดตามคำสั่งซื้อ การรับชำระเงินออนไลน์ และการขายหลายช่องทาง อย่างไรก็ตาม ในแพ็กเกจเริ่มต้นของ Wix จะยังมีข้อจำกัดเรื่องระบบจัดการสต็อกสินค้าขั้นสูง เช่น ระบบแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้หมด หรือระบบคำนวณภาษีอัตโนมัติ ร้านค้าที่มีสินค้าคงคลังขนาดใหญ่อาจต้องการซอฟต์แวร์อีคอมเมิร์ซที่มีเครื่องมือติดตามสินค้าคงคลังที่ล้ำกว่านี้
ข้อควรรู้ก่อนเลือกใช้ Wix คือ ฟีเจอร์การจัดการสินค้าคงคลังของ Wix ยังไม่ละเอียดและยืดหยุ่นเท่ากับ Shopify นอกจากนี้ ข้อจำกัดสำคัญของ Wix คือเมื่อเลือกใช้ธีม หรือเทมเพลตหน้าร้านไปแล้ว จะไม่สามารถสลับเปลี่ยนไปใช้เทมเพลตอื่นได้ทันทีโดยอัตโนมัติ หากต้องการเปลี่ยนดีไซน์ใหม่จะต้องจัดวางเนื้อหาและองค์ประกอบต่างๆ ใหม่ทั้งหมด
ราคาและแพ็กเกจ
แผน Business Basic เริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือนเมื่อจ่ายรายปี
ฟีเจอร์
- อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายสำหรับการสร้างเว็บขายของ
- เทมเพลตที่หลากหลายเพื่อปรับแต่งเว็บไซต์
- การผสานการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram และ eBay
- ใบรับรอง SSL ฟรีเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการทำธุรกรรมของลูกค้า
- หน้าผลิตภัณฑ์ที่ปรับแต่ง SEO เพื่อเพิ่มการมองเห็นในการค้นหา
- ความสามารถในการนำเข้ารายละเอียดผลิตภัณฑ์ผ่านไฟล์ CSV
- ตัวเลือกการออกแบบที่ยืดหยุ่นและเหมาะกับหลายอุตสาหกรรม
ข้อดีและข้อเสีย
- ใช้งานง่าย มีตัวเลือกการออกแบบที่ยืดหยุ่น
- มีเทมเพลตหลากหลายสำหรับธุรกิจหลายประเภท
- ฟีเจอร์การจัดการสินค้าคงคลังจำกัด เช่น การแจ้งเตือนสินค้าคงคลังต่ำ ซึ่งมีให้ใน Shopify
- ย้ายคอนเทนต์ระหว่างเทมเพลตไม่ได้อย่างอิสระ
คะแนน G2 ⭐: 4.2/5
5. GoDaddy
GoDaddy มีเทมเพลตที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่กว่า 100 เทมเพลตสำหรับร้านค้าออนไลน์
GoDaddy เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้บริการโดเมนและโฮสต์เว็บไซต์ ดังนั้นจึงเป็นโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดที่มาพร้อมเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์และเพิ่มฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซได้ในแพลตฟอร์มเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ธุรกิจและบริหารการขายออนไลน์ได้อย่างสะดวก
เหมาะกับใคร
GoDaddy เหมาะกับผู้ที่ต้องการรวมอีคอมเมิร์ซ เว็บไซต์ โฮสติ้ง เครื่องมือการตลาด และตัวตนออนไลน์ในภาพรวมไว้ในโซลูชันเดียว
ทำไม GoDaddy ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
GoDaddy ทำให้การสร้างเว็บขายของง่ายขึ้นด้วยเทมเพลตที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่มากกว่า 100 รายการ พร้อมเครื่องมือในตัวสำหรับ SEO และแคมเปญการตลาดทางอีเมล
อย่างไรก็ตาม ธีมหลายแบบใช้เลย์เอาต์หน้าแรกคล้ายกัน การปรับแต่งเทมเพลตยังค่อนข้างจำกัด และฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซอาจไม่ลึกเท่าคู่แข่งบางราย
ราคาและแพ็กเกจ
แผนอีคอมเมิร์ซเริ่มต้นที่ประมาณ 700 บาทต่อเดือนเมื่อจ่ายรายปี และอาจมีค่าธรรมเนียมธุรกรรมตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
ฟีเจอร์
- การเลือกเทมเพลตที่หลากหลายเพื่อเริ่มร้านค้าออนไลน์อย่างรวดเร็ว
- การผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Instagram และ Facebook
- การจัดการยอดขายและสินค้าคงคลังอัตโนมัติในทุกช่องทาง
- ตัวเลือกการชำระเงินหลายรายการ รวมถึง Google Pay และ Venmo
- การผสานการทำงานของ POS เพื่อเชื่อมโยงยอดขายออนไลน์และออฟไลน์
- ขั้นตอนการยกเลิกที่ทำได้ง่าย
- แอปมือถือที่มีฟังก์ชันใกล้เคียงเวอร์ชันเดสก์ท็อป
- โซลูชันธุรกิจแบบ All-in-one
ข้อดีและข้อเสีย
- ราคาสามารถแข่งขันได้
- เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการรวมหลายเครื่องมือไว้ด้วยกัน
- จำกัดการขายได้เพียง 1,000 คำสั่งซื้อต่อเดือนสำหรับการขายในตลาด
- การปรับแต่งธีมและฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซขั้นสูงยังจำกัด
คะแนน G2 ⭐: 4.1/5
6. WooCommerce
WooCommerce เป็นปลั๊กอิน WordPress ที่เพิ่มฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซให้กับเว็บไซต์
WooCommerce เป็นปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซสำหรับ WordPress ที่ช่วยเปลี่ยนเว็บไซต์ทั่วไปให้กลายเป็นร้านค้าออนไลน์ได้อย่างยืดหยุ่น ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเว็บไซต์และเลือกติดตั้งส่วนเสริมเพิ่มเติมได้ตามต้องการ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งาน WordPress อยู่แล้วและต้องการสร้างร้านค้าออนไลน์ที่ควบคุมรายละเอียดได้มากขึ้น
เหมาะกับใคร
WooCommerce โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดกับผู้ที่คุ้นเคยกับระบบนิเวศของ WordPress และต้องการเพิ่มฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซให้เว็บไซต์เดิม
ทำไม WooCommerce ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
WooCommerce ผสานการทำงานกับ WordPress ได้ในระดับลึก โดยมาพร้อมฟีเจอร์มากมายสำหรับการจัดการสินค้าคงคลัง การชำระเงินที่ปลอดภัย และการจัดส่ง สามารถเพิ่มขีดความสามารถของ WooCommerce ได้ด้วยปลั๊กอินและธีมต่างๆ ที่มีให้เลือกซื้อ
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านปลั๊กอินและโฮสติ้งอาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร้านเติบโต และบริการช่วยเหลือลูกค้าอาจจำกัดกว่าแพลตฟอร์มแบบครบวงจร
ราคาและแพ็กเกจ
ฟรี โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการโฮสต์ WordPress และปลั๊กอิน
ฟีเจอร์
- ออกแบบมาสำหรับ WordPress โดยใช้ระบบนิเวศที่กว้างขวางครอบคลุม
- การออกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ยอดเยี่ยมบนทุกอุปกรณ์
- การควบคุมข้อมูลลูกค้าและธุรกิจได้เต็มที่ โดยไม่มีการเข้าถึงจากผู้ให้บริการภายนอก
- โอเพนซอร์สเพื่อการปรับแต่งร้านค้าอย่างเต็มที่
- มีระบบปลั๊กอินขนาดใหญ่ให้ต่อยอดฟังก์ชันได้หลากหลาย
- มีฟังก์ชันพื้นฐานให้ใช้งานโดยไม่ต้องติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มเติม
ข้อดีและข้อเสีย
- เหมาะสำหรับการเพิ่มอีคอมเมิร์ซให้กับเว็บไซต์ WordPress เดิมที่มีอยู่แล้ว
- ควบคุมข้อมูลและการปรับแต่งได้มาก
- สำหรับผู้ใช้ WordPress เท่านั้น
- ค่าโฮสติ้งและปลั๊กอินอาจสะสมเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น
คะแนน G2 ⭐: 4.4/5
7. Hostinger
Hostinger Hostinger มีเครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบลากและวาง พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายขึ้น
Hostinger นำเสนอเครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบลากและวางที่ช่วยให้การเปิดร้านค้าออนไลน์เป็นเรื่องง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดในแง่ของความสะดวกในการใช้งาน พร้อมเครื่องมือพื้นฐานสำหรับจัดการเว็บไซต์และการขายสินค้า โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด
เหมาะกับใคร
Hostinger เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดเบา ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์พื้นฐานครบ และค่าใช้จ่ายรายเดือนต่ำ
ทำไม Hostinger ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
Hostinger ผสานการทำงานกับเครื่องมือต่างๆ เช่น Google Analytics และโฆษณา Facebook เพื่อมอบข้อมูลเชิงลึกสำหรับใช้พัฒนากิจกรรมทางการตลาด แม้ Hostinger จะไม่มีแผนบริการฟรี แต่ค่าธรรมเนียมรายเดือนก็ต่ำและมีเครื่องมืออีคอมเมิร์ซพื้นฐานหลากหลาย
ข้อควรรู้คือ Hostinger มีขีดจำกัดจำนวนรายการสินค้า โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่ารองรับได้สูงสุดประมาณ 1,000 รายการในบางแพ็กเกจ
ราคาและแพ็กเกจ
ประมาณ 299 บาทต่อเดือนเมื่อจ่ายรายปี โดยโปรโมชันระยะยาวอาจมีราคาต่ำในช่วงแรกและต่ออายุในราคาที่สูงขึ้น
ฟีเจอร์
- เครื่องมือแก้ไขแบบลากและวางเพื่อการปรับแต่งอย่างง่าย
- เครื่องมือ CRM สำหรับการจัดการอีเมล ส่วนลด และรหัสคูปอง
- การรายงานที่ละเอียดและการผสานการทำงานกับเครื่องมือการตลาด
- เครื่องมือ WordPress เช่น การอัปเดตปลั๊กอินและธีม
- ฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ข้อดีและข้อเสีย
- แผนราคาประหยัดพร้อมการโฮสต์ในคลาวด์ฟรี
- มีเครื่องมือ AI ช่วยสร้างและจัดการเว็บไซต์
- จำกัดจำนวนรายการสินค้า
- ไม่มีการทดลองใช้ฟรี แต่มีส่วนลดส่งเสริมการขายบ่อยครั้ง
คะแนน G2 ⭐: 4.5/5
จัดอันดับ 3 โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดสัญชาติไทย
ข้อได้เปรียบสำคัญของระบบไทยคือ ออกแบบมาเพื่อพฤติกรรมการซื้อ-ขายของคนไทยโดยเฉพาะ รองรับการสแกนจ่ายผ่าน PromptPay QR Code, การโอนเงินผ่านธนาคาร, และเชื่อมต่อกับขนส่งเอกชนยอดนิยม เช่น Flash Express, J&T, ไปรษณีย์ไทยได้ในตัวทันที ที่สำคัญคือมี ทีมงานซัพพอร์ตภาษาไทย คอยช่วยเหลือและดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้เปิดร้านได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องปวดหัวเรื่องภาษาหรือการตั้งค่าที่ซับซ้อน
มาดูกันว่า 3 โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดของฝั่งไทยที่คุ้มค่าและน่าใช้ที่สุด มีตัวไหนบ้าง
|
โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุด |
เหมาะกับใคร |
ราคา |
ความนิยม |
|---|---|---|---|
|
LnwShop |
แม่ค้าออนไลน์มือใหม่ และผู้ที่เน้นขายในไทยแบบประหยัดต้นทุน |
ฟรี มีระบบเสริมขายแยก |
4.5/5 |
|
Ketshopweb |
ธุรกิจที่ต้องการระบบ Omnichannel มีขายหน้าร้านและเน้น SEO |
฿5,500 ต่อปี |
4.3/5 |
|
MakeWebEasy |
บริษัทหรือแบรนด์ที่ต้องการเว็บสวย น่าเชื่อถือ และมีทีมงานไทยคอยดูแลใกล้ชิด |
฿5,400 ต่อปี |
4.3/5 |
1. LnwShop
LnwShop เป็นโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ มาพร้อมระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ที่ช่วยให้ดูแลคำสั่งซื้อ สต็อกสินค้า และงานหลังบ้านได้สะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์ด้วยระบบสำเร็จรูปที่ใช้งานง่าย
เหมาะกับใคร
LnwShop เหมาะกับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ SMEs และผู้ใช้ที่ต้องการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไทยที่ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์พื้นฐานครบ และเริ่มต้นได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน
ทำไม LnwShop ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
LnwShop ผสานการทำงานกับระบบในประเทศไทยอย่างกลมกลืน ทั้งการเชื่อมต่อกับระบบชำระเงิน PromptPay ธนาคารไทย และขนส่งเอกชนยอดนิยม รวมถึงเชื่อมโยงสต็อกกับ Marketplace อย่าง Shopee และ Lazada เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการร้านค้าง่ายขึ้น แม้ LnwShop จะมีแพ็กเกจฟรี แต่ก็มีระบบเสริมและฟีเจอร์พรีเมียมให้เลือกอัปเกรดตามการเติบโตของธุรกิจ
ข้อควรรู้คือ LnwShop ในแพ็กเกจฟรีจะมีข้อจำกัดในการปรับแต่งดีไซน์เชิงลึกและอาจมีโฆษณาแสดงผล หากต้องการความพรีเมียมและชื่อโดเมนส่วนตัวแบบเต็มตัว จะต้องใช้แพ็กเกจเสริมหรือบริการ Pro
ราคาและแพ็กเกจ
ใช้งานได้ฟรีในแพ็กเกจพื้นฐาน หรืออัปเกรดเป็นแพ็กเกจรายปีขึ้นอยู่กับฟังก์ชันเสริมและบริการที่เลือกใช้
ฟีเจอร์
- ระบบเชื่อมต่อกับ Marketplace อย่าง Shopee Lazada
- ระบบจัดการสต็อกและออเดอร์หลังบ้านอัตโนมัติ
- รองรับการชำระเงินผ่าน PromptPay และธนาคารไทย
- ระบบขนส่งเชื่อมต่อกับแฟลช โลจิสติกส์ และไปรษณีย์ไทย
- ระบบสมาชิกและระบบสะสมแต้ม
ข้อดีและข้อเสีย
- เริ่มต้นใช้งานฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือนบังคับ
- เชื่อมต่อระบบขนส่งและชำระเงินในไทยได้สมบูรณ์แบบ
- มีข้อจำกัดเรื่องการปรับแต่งดีไซน์ในแพ็กเกจฟรี
- ระบบเสริมบางตัวมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแยกต่างหาก
คะแนน ⭐: 4.5/5
2. Ketshopweb
Ketshopweb เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจและองค์กรที่ต้องการภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพ ผู้ใช้สามารถสร้างเว็บไซต์และร้านค้าออนไลน์ได้ พร้อมบริการให้คำปรึกษาและทีมสนับสนุนที่ช่วยดูแลการใช้งาน เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการทั้งดีไซน์ที่สวยงามและการบริการจากทีมงานในไทย
เหมาะกับใคร
Ketshopweb เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ แบรนด์ที่ต้องการระบบ Omnichannel เชื่อมหน้าร้านและออนไลน์ และผู้ที่ต้องการระบบหลังบ้านที่รองรับการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ
ทำไม Ketshopweb ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
Ketshopweb ผสานการทำงานกับเครื่องมือการตลาดและระบบหลังบ้าน เช่น ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าและระบบขายหน้าร้านเพื่อมอบข้อมูลเชิงลึกสำหรับใช้พัฒนากิจกรรมทางธุรกิจ แม้ Ketshopweb จะไม่มีแผนบริการฟรี แต่ค่าบริการรายปีก็คุ้มค่าและอัดแน่นด้วยเครื่องมืออีคอมเมิร์ซที่เหมาะกับตลาดไทย
ข้อควรรู้คือ Ketshopweb บังคับชำระค่าบริการเป็นรายปี ไม่มีทางเลือกแบบรายเดือน และต้องทำความคุ้นเคยกับฟีเจอร์ขั้นสูงในระบบในช่วงแรก
ราคาและแพ็กเกจ
ชำระเป็นรายปีเริ่มต้นประมาณ 5,500 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 459 บาทต่อเดือน โดยไม่มีการหักค่าธรรมเนียมการขายสินค้าเพิ่ม
ฟีเจอร์
- เครื่องมือแก้ไขแบบลากและวางเพื่อการปรับแต่งอย่างง่าย
- ระบบ Omnichannel เชื่อมต่อออนไลน์และหน้าร้าน
- โครงสร้างเว็บไซต์รองรับ SEO และ AI Search
- ระบบจัดการสต็อกสินค้าและระบบสมาชิก
- ฟีเจอร์ความปลอดภัยและระบบสำรองข้อมูล
ข้อดีและข้อเสีย
- ระบบมาตรฐานสูง ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทยโดยเฉพาะ
- มีฟีเจอร์ครอบคลุมทั้ง POS, CRM และ SEO ในตัว
- ไม่มีแพ็กเกจแบบรายเดือน ต้องชำระเป็นรายปีเท่านั้น
- ไม่มีระบบทดลองใช้ฟรีแบบระยะยาว แต่มีทีมงานคอยแนะนำระบบ
คะแนน ⭐: 4.3/5
3. MakeWebEasy
MakeWebEasy เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดที่มาพร้อมเครื่องมือจัดการธุรกิจดิจิทัล รองรับการปรับแต่งเว็บไซต์ ระบบ Omnichannel สำหรับเชื่อมโยงช่องทางการขาย และเครื่องมือ AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีระบบหลังบ้านและเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการทำ SEO เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาร้านค้าออนไลน์ให้ตอบโจทย์การขายในยุคดิจิทัล
เหมาะกับใคร
MakeWebEasy เหมาะกับบริษัท, องค์กร B2B B2C และแบรนด์สินค้าที่ต้องการเว็บไซต์ภาพลักษณ์อินเตอร์ พร้อมทีมงานดูแลช่วยเหลือตลอดการใช้งาน
ทำไม MakeWebEasy ถึงเป็นตัวเลือกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ไว้วางใจ?
MakeWebEasy ผสานการทำงานกับเครื่องมือโฆษณาและการตลาดออนไลน์ พร้อมโครงสร้างเว็บไซต์ที่รองรับการทำ SEO เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น แม้ราคาเริ่มต้นจะคิดเป็นแบบรายปี แต่ก็แลกมาด้วยความสะดวกสบายและบริการช่วยเหลือจากทีมงานมืออาชีพ
ข้อควรรู้คือ MakeWebEasy เหมาะกับการทำเว็บเพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์และขายสินค้า หากเป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่มีสินค้าหลักหมื่นรายการ อาจต้องเลือกแพ็กเกจระดับสูงที่รองรับข้อมูลปริมาณมาก
ราคาและแพ็กเกจ
ชำระเป็นรายปี แพ็กเกจเริ่มต้นประมาณ 5,400 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 450 บาทต่อเดือน มีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลายตามขนาดธุรกิจ
ฟีเจอร์
- ดีไซน์เทมเพลตระดับมืออาชีพ รองรับการแสดงผลทุกหน้าจอ
- ระบบจัดการร้านค้าและตะกร้าสินค้าออนไลน์
- เครื่องมือช่วยทำ SEO และเชื่อมต่อระบบโฆษณา
- ทีมงานซัพพอร์ตและให้คำปรึกษาภาษาไทย
- ระบบความปลอดภัยมาตรฐานสูงพร้อม SSL
ข้อดีและข้อเสีย
- เว็บไซต์สวยงาม ดูน่าเชื่อถือ เหมาะกับธุรกิจและแบรนด์
- มีทีมงานคนไทยดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
- ไม่มีบริการแบบรายเดือน ต้องชำระเป็นรายปี
- เหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจและร้านค้าทั่วไป มากกว่าระบบอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ยักษ์
คะแนน ⭐: 4.3/5
วิธีเลือกโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดให้เหมาะกับธุรกิจ
การเลือกโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเลือกแพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์มากที่สุดหรือราคาสูงที่สุด แต่ควรพิจารณาจากงบประมาณ ความง่ายในการใช้งาน ระบบชำระเงิน ช่องทางการขาย และแผนการเติบโตของธุรกิจ ลองเปรียบเทียบตัวเลือกที่เหมาะกับคุณและทดลองใช้งานก่อนตัดสินใจ เพื่อสร้างร้านค้าออนไลน์ที่พร้อมเติบโตในระยะยาว
งบประมาณ แผนธุรกิจ และราคา
ยินดีจ่ายเท่าไหร่สำหรับร้านค้าในแต่ละปี และมีแผนการเติบโตแบบไหน โปรแกรมสร้างเว็บขายของบางตัวจะเรียกเก็บเงินสูงขึ้นเมื่อเพิ่มรายการผลิตภัณฑ์และประมวลผลคำสั่งซื้อมากขึ้น จึงต้องคิดถึงสิ่งที่ธุรกิจต้องใช้สำหรับการเปิดตัวในตอนนี้ ควบคู่ไปกับการดูว่าแพลตฟอร์มรองรับการเติบโตในอนาคตได้ดีแค่ไหนเมื่อมีสินค้ามากขึ้น
ระดับทักษะการสร้างเว็บไซต์
มีทักษะทางเทคนิคมากน้อยเพียงใด ความง่ายในการใช้งานเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการที่มีเวลาจำกัด โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดหลายตัวใช้เทคโนโลยีลากและวางเพื่อช่วยให้สร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดได้โดยไม่ต้องแตะโค้ด
แต่ยังต้องมีทักษะพื้นฐานเพื่อสร้างหน้าผลิตภัณฑ์ เพิ่มสินค้าลงในร้าน และตั้งค่า Automation เช่น อีเมลการตลาดหรือการจัดการคำสั่งซื้อ ดังนั้นควรดูว่ามีประสบการณ์กับซอฟต์แวร์และระบบหลังบ้านมากน้อยแค่ไหน
การปรับแต่ง
ต้องการเว็บไซต์หน้าตาเรียบง่ายเพื่อโชว์สินค้า หรืออยากได้ฟีเจอร์ที่ล้ำขึ้น เช่น ตารางไซส์ในหน้าผลิตภัณฑ์หรือหน้าต่างแชทสด ควรคิดถึงหน้าตาและความรู้สึกที่อยากให้เว็บไซต์มี รวมถึงฟีเจอร์เสริมและ Add-on ที่ต้องใช้เพื่อทำให้ได้ตามต้องการ
ชื่อโดเมนและแบรนด์
ตัวตนออนไลน์เริ่มจากชื่อโดเมน ควรเลือกโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดที่เชื่อมต่อหรือจดโดเมนแบบกำหนดเองได้ง่าย เพื่อให้แบรนด์ดูเป็นมืออาชีพตั้งแต่วันแรก
SEO และความเสถียร
ลูกค้าต้องหาแบรนด์เจอในโลกออนไลน์ก่อนจึงจะเกิดยอดขายได้ ดังนั้นควรเลือกแพลตฟอร์มที่รองรับ SEO เพื่อให้สินค้าและหน้าร้านมีโอกาสปรากฏในผลการค้นหาของ Google
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือความเสถียรของแพลตฟอร์ม ถ้าเว็บไซต์ล่มในช่วงแคมเปญใหญ่ ต่อให้ฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซดีแค่ไหนก็ขายไม่ได้ เพราะร้านไม่ได้เปิดให้ลูกค้าใช้งาน
บริการช่วยเหลือสนับสนุน
ถ้าค่อนข้างเป็นมือใหม่ในการสร้างเว็บขายของ มีโอกาสที่จะต้องขอความช่วยเหลืออยู่บ้าง แพลตฟอร์มที่คุณเลือกมีบริการช่วยเหลือ แบบแชทสด โทรศัพท์ อีเมล หรือบทเรียนสอนใช้งานหรือไม่ ควรเลือกแพลตฟอร์มที่ช่วยแก้ปัญหาได้ง่ายและรวดเร็ว เพื่อให้เปิดร้านและเริ่มขายออนไลน์ได้ไวขึ้น
ช่องทางการชำระเงิน
ระบบชำระเงินที่ปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำร้านค้าออนไลน์ เพราะนอกจากจะช่วยให้รับเงินจากลูกค้าได้อย่างสบายใจแล้ว ยังต้องออกแบบมาให้ลูกค้าชำระเงินได้สะดวกและรวดเร็วที่สุด ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์ชำระเงินด่วนอย่าง Shop Pay ของ Shopify ที่ช่วยให้ลูกค้ากรอกข้อมูลและปิดการขายได้ไวกว่าปกติถึง 4 เท่า ช่วยเพิ่มโอกาสการตัดสินใจซื้อและลดอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ Shopify ยังรองรับการเชื่อมต่อกับ Payment Gateway มากกว่า 100 ช่องทางทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ก็สามารถเชื่อมต่อกับระบบชำระเงินชั้นนำอย่าง Opn, 2C2P หรือ GB Prime Pay เพื่อรองรับทั้ง PromptPay QR Code, โอนเงินผ่านธนาคารไทย, บัตรเครดิต เดบิต ไปจนถึง e-Wallet ต่างๆ เพื่อมอบประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวกที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะขายในไทยหรือส่งออกไปต่างประเทศ
เลือกโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ
มาถึงตรงนี้ คุณคงได้เห็นภาพรวมของโปรแกรมสร้างเว็บขายของชั้นนำทั้ง 7 แพลตฟอร์มต่างประเทศ และ 3 แพลตฟอร์มไทยกันแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละเจ้าต่างมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีแพลตฟอร์มไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนมีเพียงแพลตฟอร์มที่ใช่ที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณเท่านั้น
หากเน้นความง่าย คุยกับคนไทยรู้เรื่อง สแกนจ่าย PromptPay สะดวก: เลือกแพลตฟอร์มสัญชาติไทยอย่าง LnwShop, Ketshopweb หรือ MakeWebEasy หากเน้นทำแบรนด์ระดับอินเตอร์ ปรับแต่งได้ยืดหยุ่น ไร้ขีดจำกัด: เลือก WooCommerce หรือ Shopify
การทำเว็บไซต์ e-Commerce ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขายของ แต่คือการลงทุนสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาวที่จะช่วยยกระดับแบรนด์และขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืน
หลายแพลตฟอร์มมี ระบบทดลองใช้ฟรีหรือแพ็กเกจเริ่มต้นราคาประหยัด แนะนำให้คุณลองเข้าไปสมัครใช้งานจริง ปรับแต่งหน้าร้านเบื้องต้น และสำรวจระบบหลังบ้านด้วยตัวเอง ก่อนตัดสินใจเลือกระบบที่จะมาเป็นบ้านหลักให้กับธุรกิจออนไลน์ของคุณ!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุด
โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุดและใช้ฟรี มีอะไรบ้าง
แพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์ที่มีแพ็กเกจฟรีหรือช่วงทดลองใช้ฟรี ได้แก่ WooCommerce และ LnwShop ส่วน Shopify, Wix, BigCommerce, GoDaddy, Ketshopweb และ MakeWebEasy ควรตรวจสอบเงื่อนไขการทดลองใช้ฟรีและแพ็กเกจล่าสุดของแต่ละบริการก่อนสมัคร
จะสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเอง มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
หากต้องการเริ่มต้นสร้างร้านค้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ควรพิจารณาแพลตฟอร์มที่มีแพ็กเกจฟรี เช่น Shopify มีให้ทดลองใช้ฟรี จึงมีเวลาสร้างร้านออนไลน์ที่เหมาะกับธุรกิจ แล้วค่อยชำระเงินหลังหมดช่วงทดลองใช้
การสร้างเว็บขายของเป็นเรื่องง่ายหรือเปล่า
ง่าย เพราะเมื่อใช้โปรแกรมสร้างเว็บขายของที่ดีที่สุด เช่น Shopify ก็สามารถเข้าถึงเทมเพลตที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อเปิดร้านค้าได้ในไม่กี่นาที และยังปรับแต่งสี ข้อความ รูปภาพ เลย์เอาต์ และองค์ประกอบอื่นๆ ให้เข้ากับแบรนด์ได้
โปรแกรมสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่คืออะไร
Shopify เป็นหนึ่งในโปรแกรมสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะตั้งค่าและใช้งานง่าย มีคำแนะนำทีละขั้นตอน ไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิค พร้อมเครื่องมือที่ใช้ง่าย บริการช่วยเหลือที่เชื่อถือได้ ฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ระบบประมวลผลการชำระเงินในตัว แหล่งความรู้มากมาย และคอมมูนิตี้ที่ช่วยให้เริ่มขายได้เร็วขึ้น

