การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เป็นหนึ่งในช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมูลค่าการใช้จ่ายทั่วโลกคาดว่าแตะ 3.26 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026 (ราว 1.09 ล้านล้านบาท) และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังจะสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าด้วย ด้วยเหตุนี้แบรนด์มากถึง 1 ใน 4 ในปัจจุบันจึงร่วมงานกับครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ
ทำให้การจ้างอินฟลูเอนเซอร์เพื่อโปรโมตสินค้าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีมาตรฐานกลางในการวัดผลลัพธ์ของการตลาดในลักษณะนี้ การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมกับแบรนด์ รวมถึงการตกลงเรื่องราคาค่าจ้าง จึงกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อค่าตอบแทนของอินฟลูเอนเซอร์กำลังขยับจากการคิดราคาแบบต่อโพสต์ ไปสู่โมเดลที่ผูกกับผลลัพธ์จริงมากขึ้น เช่น ค่าคอมมิชชัน โบนัสตามยอดขาย หรือโมเดลผสมระหว่างค่าจ้างคงที่กับ ค่าจ้างตามผลลัพธ์ที่ได้
ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น บทความนี้จึงจะรวบรวมข้อมูลเรทราคาอินฟลูล่าสุดประจำปี 2027 พร้อมปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนตกลงร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์
เรทราคาอินฟลูอัปเดตปี 2027
ค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ไม่มีเรทราคากลางตายตัว เพราะมักเป็นการเจรจาโดยตรงระหว่างครีเอเตอร์กับแบรนด์ หรือผู้จัดการของครีเอเตอร์ ซึ่งมักเป็นข้อมูลที่ไม่เปิดเผยและอาจแตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้ชม, แพลตฟอร์ม, ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละราย
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าไม่มีสูตรตายตัวในเชิง “ถ้ามีผู้ติดตามเท่านี้ ต้องคิดราคาเท่านี้” ทำให้การตั้งราคาค่อนข้างยืดหยุ่น และบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับมูลค่าที่ครีเอเตอร์รายนั้นสร้างให้แบรนด์ได้จริง มากกว่าจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทที่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์โซเชียลมีเดีย เช่น Influencer Marketing Hub, Izea, Meltwater, Hootsuite และ Later ก็ยังทำการรวบรวมข้อมูลเรทราคาอินฟลูจากแบบสำรวจและฐานข้อมูลภายในได้
โดยในปัจจุบันการประเมินราคาให้ความสำคัญกับคุณภาพของผู้ชมมากขึ้น เช่น อัตราการมีส่วนร่วม, อัตราการบันทึก, อัตราการแชร์, ยอดคลิก, อัตราคอนเวิร์สชัน และความเกี่ยวข้องของคอนเทนต์กับตลาดของแบรนด์ มากกว่าการดูยอดผู้ติดตามแบบผิวเผิน
ซึ่งทั่วไปแล้ว อินฟลูเอนเซอร์มักแบ่งตามขนาดบัญชีได้ดังนี้
- นาโนอินฟลูเอนเซอร์: ผู้ติดตาม 1,000-10,000 คน
- ไมโครอินฟลูเอนเซอร์: ผู้ติดตาม 10,001-100,000 คน
- อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลาง: ผู้ติดตาม 100,001-500,000 คน
- แมโครอินฟลูเอนเซอร์: ผู้ติดตาม 500,001-1,000,000 คน
- เมกาอินฟลูเอนเซอร์: ผู้ติดตามมากกว่า 1,000,000 คน
ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ @elitelab
ทั้งนี้เรทราคาจะแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม เช่น
- เรทราคาอินฟลูบน Instagram
- เรทราคาอินฟลูบน TikTok
- เรทราคาอินฟลูบน YouTube
- เรทราคาอินฟลูบน Facebook
- เรทราคาอินฟลูบน X
อย่างไรก็ตามตัวเลขดังต่อไปนี้ควรใช้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่ราคาตายตัว เนื่องจากราคาจริงยังอาจแตกต่างกันมากตามคุณภาพของผู้ชม, อัตราการมีส่วนร่วม, ความเชี่ยวชาญของครีเอเตอร์, สิทธิ์การใช้งานคอนเทนต์ รวมถึงรูปแบบคอนเทนต์ที่ต้องส่งมอบ เช่น โพสต์บนฟีด, สตอรี่, รีล, วิดีโอยาว หรือ Shorts
เรทราคาอินฟลู Instagram
Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งในด้านคอนเทนต์ภาพ, ไลฟ์สไตล์, แฟชั่น, บิวตี้, อาหาร, ท่องเที่ยว รวมถึงสินค้าขาย DTC หลายประเภท จึงหมายความว่าอินฟลูเอนเซอร์บน Instagram สามารถโพสต์เกี่ยวกับการเข้าพักที่โรงแรม, รีวิวร้านอาหาร, แชร์การใช้สินค้าผ่านสตอรี่ หรือคอลแลปกับบัญชีของแบรนด์เพื่อช่วยเพิ่มผู้ติดตามใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในไทยไม่มีสูตรตายตัวว่าจำนวนผู้ติดตามเท่าไรต้องคิดค่าจ้างเท่าไร โดยข้อมูลจาก MI GROUP ประเมินว่า Nano Influencer ที่มีผู้ติดตาม 1,000-10,000 คนอาจมีเรทประมาณ 3,000-15,000 บาท ขณะที่ Micro Influencer ที่มีผู้ติดตาม 10,000-100,000 คนอยู่ที่ประมาณ 10,000-30,000 บาท โดยราคาจริงขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม รูปแบบคอนเทนต์ และขอบเขตงาน อย่างไรก็ตาม ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามจำนวนโพสต์ที่ตกลงกัน ความเหมาะสมของกลุ่มผู้ติดตามกับแบรนด์ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น ค่าผลิตคอนเทนต์ สิทธิ์การนำคอนเทนต์ไปใช้ต่อ หรือสิทธิ์ขาด (exclusivity)
สำหรับตลาดไทย Tellscore ระบุว่า Micro Influencer อาจคิดค่าจ้างประมาณ 5,000 บาทต่อคอนเทนต์ ส่วนครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามประมาณ 100,000 คนอาจอยู่ที่หลัก 10,000-30,000 บาทต่อคอนเทนต์ ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงสามารถมีเรทถึงหลัก 100,000 บาทต่อคอนเทนต์ได้
- นาโนอินฟลูเอนเซอร์ (1,000-10,000 คน): 340-3,400 บาทต่อโพสต์
- ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (10,000-100,000 คน): 3,400-16,800 บาทต่อโพสต์
- อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลาง (100,000-500,000 คน): 16,800-168,000 บาทต่อโพสต์
- แมโครอินฟลูเอนเซอร์ (500,000-1,000,000 คน): 168,000-336,000 บาทต่อโพสต์
- เมกาอินฟลูเอนเซอร์ (มากกว่า 1,000,000 คน): 336,000 บาทขึ้นไปต่อโพสต์
นอกจากนี้รูปแบบคอนเทนต์บน Instagram ยังจะส่งผลต่อราคาด้วย โดยอาจแตกต่างกันไป ได้แก่
- โพสต์บนฟีด มักเป็นราคาพื้นฐานของโพสต์สปอนเซอร์
- สตอรี่ มักมีราคาต่ำกว่า เนื่องจากจะโพสต์อยู่เพียง 24 ชั่วโมง และมีรูปแบบการมีส่วนร่วมที่แตกต่างจาก
- โพสต์ถาวร (ชุดสตอรี่ 3-5 เฟรม ประมาณ 30-50% ของราคาโพสต์ฟีด)
- รีล มักมีราคาสูงกว่าโพสต์ภาพ เพราะมีโอกาสเข้าถึงผ่านอัลกอริทึมมากกว่า และใช้แรงผลิตวิดีโอมากขึ้น (ประมาณ 1.2-1.5 เท่าของราคาโพสต์ภาพ)
- สิทธิ์การใช้งาน หากแบรนด์ต้องนำคอนเทนต์ไปใช้ต่อในโฆษณา ก็มักมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- สิทธิ์ขาด หากห้ามครีเอเตอร์ร่วมงานกับคู่แข่ง ราคาก็มักสูงขึ้น
อินฟลูเอนเซอร์บน Instagram มักบันทึกประสบการณ์การใช้สินค้า หรือบริการในรูปแบบของคอนเทนต์โปรโมต เช่น รีวิวสินค้าในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ติดตามรู้สึกเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือมากขึ้น ตามตัวอย่างจาก view.kmntd
ทั้งนี้จากผลสำรวจล่าสุดในหลายแพลตฟอร์มพบว่า อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มไมโครและขนาดกลาง กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่เรทราคาอินฟลูระดับเมกาเริ่มลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
โดยอาจอนุมานได้จากความเป็นจริงที่อินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็กมักสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทาง ได้ดีซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแบรนด์อย่างมาก และเมื่อหลายรายมักอยู่ในช่วงเริ่มต้นบนเส้นทางอาชีพ ก็นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับแบรนด์ในการสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วย
เรทราคาอินฟลู TikTok
TikTok เป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับ Influencer Marketing ในไทย โดยข้อมูล AnyMind ที่วิเคราะห์แคมเปญในปี 2025 พบว่า 66% ของแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ในไทยอยู่บน TikTok เทียบกับ Instagram 18.9% และ Facebook 7% เรท TikTok ในไทยไม่มีค่าเฉลี่ยกลางที่ใช้ได้กับทุกบัญชี เพราะยอดวิวจริงและโอกาสเกิดไวรัลมีผลต่อราคามากกว่าจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว โดย Wisesight ระบุว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่เรทราคายืดหยุ่นมาก อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามไม่มากแต่สร้างคลิปไวรัลได้บ่อยอาจเรียกค่าจ้างสูงกว่าตารางทั่วไปได้ และเมื่อรวมต้นทุนการผลิตแล้วมักยังมีต้นทุนต่ำกว่า YouTube
- นาโนอินฟลูเอนเซอร์ (1,000-10,000 คน): 1,500-5,000 บาทต่อโพสต์
- ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (10,000-100,000 คน): 5,000-30,000 บาทต่อโพสต์
- อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลาง (100,000-500,000 คน): 30,000-100,000 บาทต่อโพสต์
- แมโครอินฟลูเอนเซอร์ (500,000-1,000,000 คน): 100,000-300,000 บาทต่อโพสต์
- เมกาอินฟลูเอนเซอร์ (มากกว่า 1,000,000 คน): เริ่มที่ 300,000 บาทขึ้นไปต่อโพสต์
โดยมาก TikTok เป็นแหล่งรวมของอินฟลูเอนเซอร์ระดับแมโครและเมกา ซึ่งแม้จะไม่ใช่คนดังระดับเซเลบ แต่ก็มียอดผู้ติดตามหลักล้านที่คอยดูคอนเทนต์ทุกวัน ทำให้อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้สามารถทำรายได้มากกว่า 300,000 บาทต่อโพสต์ได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ตามในขณะที่จุดเด่นของ TikTok อย่างคอนเทนต์วิดีโอสั้นเป็นที่สนใจเมื่อสามารถกระตุ้นการค้นพบสินค้าได้ดี โดยเฉพาะสินค้าไลฟ์สไตล์, บิวตี้, แฟชั่น, อาหาร และของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งยังมาพร้อมต้นทุนการผลิตที่มักต่ำกว่า YouTube แม้ราคาอาจสูงขึ้นตามความยาววิดีโอ ความซับซ้อนของการตัดต่อ และความเร็วในการเกาะกระแส
และแม้ว่า TikTok จะเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด แต่จำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนโดยรวมก็ยังน้อยกว่าแพลตฟอร์มอย่าง Instagram อยู่พอสมควร
เรทราคาอินฟลู YouTube
วิดีโอบน YouTube มีแนวโน้มที่จะดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้นานกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ทำให้แบรนด์สามารถแทรกการโปรโมตได้หลายจุดภายในคลิป และด้วยฐานผู้ชมกลุ่มใหญ่ ทำให้อินฟลูเอนเซอร์บน YouTube มักคิดค่าจ้างสูงกว่าอินฟลูเอนเซอร์บน Instagram และ TikTok
โดยจากการประเมินราคาโดยเฉลี่ยจากแหล่งข้อมูล เรทราคาอินฟลู YouTube แบ่งได้ตามจำนวนผู้ติดตาม ดังนี้
- นาโนอินฟลูเอนเซอร์ (1,000-10,000 คน): 5,000-10,000 บาทต่อวิดีโอ
- ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (10,000-50,000 คน): 15,000-50,000 บาทต่อวิดีโอ
- อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลาง (50,000-100,000 คน): 50,000-100,000 บาทต่อวิดีโอ
- แมโครอินฟลูเอนเซอร์ (100,000-1,000,000 คน): 150,000-250,000 บาทต่อวิดีโอ
- เมกาอินฟลูเอนเซอร์ (มากกว่า 1,000,000 คน): 300,000-800,000 บาทต่อวิดีโอ
อินฟลูเอนเซอร์สายบิวตี้จำนวนมากมักทำวิดีโอแนว “Get Ready With Me” เพื่อโชว์การใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับ nappyisnapat
บน YouTube อินฟลูเอนเซอร์บางรายอาจตั้งราคาค่าจ้างโดยอิงจากจำนวนยอดวิวของวิดีโอทั้งหมด หรือยอดวิวเฉพาะช่วงที่มีการแทรกโฆษณาภายในวิดีโอ
อย่างไรก็ตามเรทราคาอินฟลู YouTube ก็ยังจะขึ้นอยู่กับประเภทคอนเทนต์ที่แบรนด์ต้องการด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น
- วิดีโอความยาว 8 นาทีขึ้นไป มักมีราคาสูง เพราะผู้ชมใช้เวลากับคอนเทนต์นาน และแบรนด์สามารถวางสปอนเซอร์ได้หลายจุด เช่น ช่วงต้นคลิป กลางคลิป หรือช่วงที่พูดถึงสินค้าโดยเฉพาะ
- YouTube Shorts มักมีราคาต่ำกว่าวิดีโอยาว เพราะคอนเทนต์สั้นกว่า
- วิดีโอรีวิวสินค้าแบบเต็มคลิปมักมีราคาสูงกว่าการพูดถึงแบบแทรกในคอนเทนต์ เพราะสินค้าเป็นจุดโฟกัสหลักทั้งวิดีโอ
- คลิปแกะกล่อง รีวิวสินค้า หรือวิดีโอลองใช้จริง มักอยู่ในระดับราคากลางถึงสูง และเหมาะกับสินค้าอีคอมเมิร์ซที่ต้องการสร้างอัตราคอนเวิร์สชัน
เรทราคาอินฟลู Facebook
แม้ Facebook จะยังมีฐานผู้ใช้งานทั่วโลกจำนวนมาก แต่ในฐานะช่องทางอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง ก็มักถูกใช้งานน้อยกว่า Instagram, TikTok และ YouTube ทำให้เรทราคาโดยรวมเจรจาได้ง่ายกว่าในหลายกรณี
โดยสามารถแบ่งเรทราคาออกเป็นขั้นได้ดังนี้
- นาโนอินฟลูเอนเซอร์: ประมาณ 875-8,750 บาทต่อโพสต์
- ไมโครอินฟลูเอนเซอร์: ประมาณ 8,750-43,750 บาทต่อโพสต์
- อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลาง: ประมาณ 43,750-437,500 บาทต่อโพสต์
- แมโครอินฟลูเอนเซอร์: ประมาณ 437,500-875,000 บาทต่อโพสต์
- เมกาอินฟลูเอนเซอร์: ประมาณ 875,000 บาทขึ้นไปต่อโพสต์
Facebook เหมาะกับการเข้าถึงกลุ่มเฉพาะ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้นถึงวัยทำงาน ในขณะที่กลุ่ม Facebook ยังจะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงคอมมูนิตี้เฉพาะทางที่อาจมีการมีส่วนร่วมสูงกว่าการโพสต์กว้าง ๆ บนหน้าเพจด้วย
เมื่อประเมินประสิทธิภาพของอินฟลูเอนเซอร์บน Facebook ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับอัตราการมีส่วนร่วมมากกว่ายอดผู้ติดตาม เพราะการเข้าถึงโดยธรรมชาติ บนแพลตฟอร์มลดลงจากอดีตไปค่อนข้างมาก
เรทราคาอินฟลู X
X เหมาะกับบางกลุ่มตลาดเป็นพิเศษ เช่น เทคโนโลยี, การเงิน, ข่าวสาร, สตาร์ทอัพ และ B2B โดยทั่วไปมักมีเรทราคาต่ำกว่าแพลตฟอร์มที่เน้นภาพหรือวิดีโอเป็นหลัก
ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
- นาโนอินฟลูเอนเซอร์: ประมาณ 70 บาทต่อผู้ติดตาม 1,000 คน
- ไมโครอินฟลูเอนเซอร์: ประมาณ 700-3,500 บาทต่อโพสต์
- อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลาง: ประมาณ 3,500-35,000 บาทต่อโพสต์
- แมโครอินฟลูเอนเซอร์: ประมาณ 35,000-70,000 บาทต่อโพสต์
- เมกาอินฟลูเอนเซอร์: ประมาณ 70,000 บาทขึ้นไปต่อโพสต์
ทั้งนี้ความร่วมมือบน X มักทำงานต่างจากบนแพลตฟอร์มภาพและวิดีโอ เนื่องจากเธรด, การกล่าวถึงโพสต์ และบทสนทนาในคอมเมนต์มักสร้างคุณค่ามากกว่าโพสต์เดี่ยว ๆ โดยเฉพาะแคมเปญที่ต้องการความเห็น ความน่าเชื่อถือ หรือการจุดประเด็นสังคมในชุมชนเฉพาะทาง
ทำความเข้าใจเรทชีตและการคำนวณราคาค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์
ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจว่าเรทราคาที่อินฟลูเอนเซอร์เสนอมาไม่ได้เป็นเรทตายตัวเสมอไป การเข้าใจวิธีคำนวณราคาจึงจะช่วยให้ประเมินข้อเสนอและต่อรองได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น โดยกรอบการประเมินที่มักใช้งานมี 2 แบบ คือ การคำนวณจากการมีส่วนร่วมและการคำนวณแบบ CPM
สูตรคำนวณจากการมีส่วนร่วม
เรทราคา = (จำนวนผู้ติดตาม × อัตราการมีส่วนร่วม × ราคาเฉลี่ยต่อ การมีส่วนร่วม) + ปัจจัยเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น ไมโครอินฟลูเอนเซอร์มีผู้ติดตาม 50,000 คน และอัตราการมีส่วนร่วม 3% หากคิดราคาไปที่การมีส่วนร่วมละประมาณ 3.50 บาท ฐานราคาจะอยู่ที่ 50,000 × 0.03 × 3.50 = 5,250 บาท
จากนั้นอาจบวกค่าการนำคอนเทนต์ไปใช้ต่อ ค่าความพิเศษเฉพาะแบรนด์ หรือค่างานเร่งด่วนเพิ่มเติม
ทั้งนี้ราคาเฉลี่ยต่อการมีส่วนร่วมจะแตกต่างกันตามแพลตฟอร์มและหมวดสินค้า เช่น บิวตี้และแฟชั่นมักมีราคาสูงกว่าคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ทั่วไป
สูตรคำนวณแบบ CPM
CPM หรือ Cost per Mille คือการคิดต้นทุนต่อการเข้าถึง 1,000 ครั้ง เหมาะกับแคมเปญที่เน้นการรับรู้แบรนด์มากกว่ายอดคลิกหรือยอดขายทันที
เรทราคา = จำนวนวิว ÷ 1,000 × CPM
ตัวอย่างเช่น หากคอนเทนต์ TikTok สายบิวตี้มี CPM ประมาณ 350-700 บาท และอินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงได้เฉลี่ย 100,000 วิว เรทราคาประเมินอาจอยู่ที่ 100 × 525 = 52,500 บาท
เรทชีต ควรมีอะไรบ้าง
อินฟลูเอนเซอร์ที่มีประสบการณ์มักมีเรทชีต หรือ Media kit สำหรับส่งให้แบรนด์ โดยในชีตควรมีข้อมูลเหล่านี้
- ราคาพื้นฐานตามประเภทคอนเทนต์ เช่น โพสต์บนฟีด, สตอรี่, รีล หรือวิดีโอ
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น สิทธิ์การใช้งาน, สิทธิ์ขาด หรือ ค่าธรรมเนียมงานเร่งด่วน
- แพ็กเกจหลายโพสต์ที่มีส่วนลด
- ผลลัพธ์จากแคมเปญที่ผ่านมา เช่น การเข้าถึง, การมีส่วนร่วม, CTR, คอนเวิร์สชัน หรือยอดขาย
- ข้อมูลกลุ่มผู้ชม เช่น อายุ เพศ พื้นที่ และความสนใจ
ทั้งนี้ควรมองเรทชีตเป็นจุดเริ่มของการเจรจา ไม่ใช่ราคาสุดท้าย และหากตัวเลขดูสูงหรือต่ำเกินกว่าผลงานจริง ก็อาจลองสอบถามเหตุผลในการตั้งราคาได้อย่างสุภาพด้วย
💡 ลองใช้สูตรนี้ประเมินความคุ้มค่าของอินฟลูเอนเซอร์
David Gaylord ผู้ประกอบการและอดีต Chief of Staff ที่ Shopify แนะนำสูตรง่าย ๆ สำหรับวัดความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจจ้างอินฟลูเอนเซอร์
(ยอดวิว + ไลก์ + คอมเมนต์เฉลี่ยจากโพสต์ 5 ชิ้นล่าสุด) ÷ เรทราคาอินฟลู
ทั้งนี้เนื่องจากการหารต้นทุนที่ต้องจ่ายกับผลงานเฉลี่ยที่อินฟลูเอนเซอร์ทำได้ หรือที่เรียกว่า CPM จะช่วยให้เข้าใจว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่าแค่ไหน และสามารถใช้เปรียบเทียบอินฟลูเอนเซอร์หลาย ๆ รายในลิสต์ได้ด้วยตัวเลขเดียว

วิธีหาอินฟลูเอนเซอร์ให้ตรงงบแบบคุ้มค่า
ทั้งนี้ผู้ประกอบการอาจลองพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อให้แคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งอยู่ในงบประมาณที่กำหนด และหลีกเลี่ยงเหล่ามิจฉาชีพบนโซเชียลมีเดีย โดยสิ่งสำคัญคือคุณภาพของการมีส่วนร่วม ที่มักสำคัญกว่าจำนวนผู้ติดตาม เนื่องจากนาโนอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตาม 8,000 คนในตลาดเฉพาะทาง และมีผู้ชมที่มีส่วนร่วมสูง อาจให้ ROI ที่ดีกว่าแมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตาม 800,000 คนแต่ผู้ชมแทบไม่ตอบสนอง
การมีส่วนร่วมของโพสต์สปอนเซอร์
โดยทั่วไปแล้วโพสต์แบบสปอนเซอร์มักได้รับการมีส่วนร่วมน้อยกว่าโพสต์ทั่วไป แต่ก็อาจทำผลงานได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าหากครีเอเตอร์นำเสนออย่างเป็นธรรมชาติ อินฟลูเอนเซอร์ที่มีประสบการณ์จึงจะรับทราบถึงจุดนี้ดี และมักวางแผนลงโพสต์โปรโมตสลับกับคอนเทนต์ที่เป็นธรรมชาติเพื่อรักษาโมเมนตัมไว้
เคล็ดลับ: ผู้ประกอบการควรพิจารณาเฉพาะผลงานของโพสต์สปอนเซอร์ เพื่อประเมินศักยภาพจริงของอินฟลูเอนเซอร์ เพราะหากโพสต์สปอนเซอร์มีการมีส่วนร่วมต่ำกว่าโพสต์ออร์แกนิกมากผิดปกติ ผู้ชมก็อาจไม่เชื่อถือคอนเทนต์แบบโปรโมตของครีเอเตอร์รายนั้น
การเติบโตของฐานผู้ติดตาม
อินฟลูเอนเซอร์ที่มียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมักจะได้เปรียบ เพราะอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะขยายการเข้าถึงโพสต์จากบัญชีที่เป็นที่นิยมอยู่แล้ว
สิ่งที่หลายแบรนด์ไม่รู้ก็คืออินฟลูเอนเซอร์บางรายอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบัญชีของตนเองเติบโตเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถใช้ต่อรองเรทราคาอินฟลูได้
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของฐานผู้ติดตามไม่ควรเป็นปัจจัยเดียวในการตัดสินใจ เนื่องจากควรพิจารณาควบคู่ไปกับคุณภาพของผู้ชม การมีส่วนร่วม และความเหมาะสมของคอนเทนต์กับแบรนด์ด้วย
กลุ่มเป้าหมาย
แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มีข้อมูลประชากรที่ละเอียด เช่น อายุ เพศ และที่อยู่ของผู้ติดตาม จึงอาจใช้งานข้อมูลนี้เพื่อวางกลยุทธ์เรทราคาอินฟลูและเลือกให้ตรงกับตลาดที่สนใจ
ตัวอย่างเช่น หากร้านค้าออนไลน์จัดส่งเฉพาะในไทย ก็ควรพิจารณาสัดส่วนของผู้ติดตามที่อยู่ในไทยด้วย ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ติดตามทั้งหมด ทั้งนี้การสร้างการรับรู้แบรนด์ในประเทศอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ก็ไม่ควรเป็นจุดสนใจหลักหากไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย และนอกจากพื้นที่แล้ว ก็ควรพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
- ช่วงอายุ ฐานผู้ชมตรงกับโปรไฟล์ลูกค้าหรือไม่
- สัดส่วนเพศ สำคัญมากสำหรับสินค้าที่เจาะกลุ่มเพศใดเพศหนึ่ง
- กำลังซื้อ แบรนด์พรีเมียมต้องการผู้ชมที่มีกำลังซื้อ ในขณะที่แบรนด์ราคาประหยัดอาจเหมาะกับผู้ชมที่ไวต่อราคา
- พฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ ผู้ชมที่เน้นการใช้งานโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก อาจมีพฤติกรรมต่างจากผู้ใช้เดสก์ท็อป
ผู้ประกอบการควรขอข้อมูลผู้ชมก่อนตกลงทำงาน ซึ่งโดยมากอินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพมักเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้แล้ว แต่หากครีเอเตอร์ไม่สามารถหรือไม่ยินยอมแบ่งปันข้อมูลพื้นฐาน ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ควรระวัง
ความสัมพันธ์กับแบรนด์
ก่อนเริ่มค้นหาอินฟลูเอนเซอร์จากภายนอก อาจลองพิจารณาจากคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อยู่แล้ว เช่น ผู้ติดตามที่คอมเมนต์บ่อย คนที่แท็กสินค้า หรือครีเอเตอร์ที่เคยพูดถึงแบรนด์ด้วยตนเอง
ทั้งนี้เนื่องจากครีเอเตอร์ที่สนใจสินค้าอยู่แล้วมักทำคอนเทนต์ได้เป็นธรรมชาติกว่า และเมื่อแบรนด์ติดต่อไป การพูดคุยเรื่องแคมเปญก็มักไหลลื่นกว่าการส่งข้อความหาคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์มาก่อน ในการคัดเลือกจึงอาจตรวจสอบปัจจัยเหล่านี้
- เคยพูดถึงแบรนด์หรือสินค้าของแบรนด์เองแบบออร์แกนิกหรือไม่
- มีการคอมเมนต์ แชร์ หรือมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของแบรนด์หรือไม่
- เคยโพสต์เกี่ยวกับคู่แข่งหรือสินค้าประเภทเดียวกันหรือไม่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นข้อเสีย เพราะอาจแปลว่ามีความเกี่ยวข้องกับหมวดสินค้านั้น
- ค่านิยมและสไตล์คอนเทนต์สอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
บอท
ควรระวังอินฟลูเอนเซอร์ที่อวดผลงานเกินจริง เพราะบางคนอาจใช้วิธีปั่นยอด เช่น ซื้อผู้ติดตามปลอมหรือใช้ Engagement Bot
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง
- จำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้นแบบผิดธรรมชาติในเวลาอันสั้น
- อัตราการมีส่วนร่วมไม่คงที่
- คอมเมนต์ซ้ำ ๆ หรือดูไม่มีสาระ เช่น “ยอดเยี่ยมค่ะ” “เจ๋งมาก😍” ในทุกโพสต์
- คอมเมนต์จากบัญชีที่ไม่มีรูปโปรไฟล์หรือใช้ชื่อทั่วไปผิดธรรมชาติ
- จำนวนไลก์และคอมเมนต์เข้ามาเป็นก้อนใหญ่ภายในเวลาไม่กี่นาที
- บัญชีผู้ติดตามกดติดตามคนจำนวนมาก แต่มีผู้ติดตามของตัวเองน้อยมาก
- จำนวนผู้ติดตามสูง แต่การมีส่วนร่วมต่ำผิดปกติ
อินฟลูเอนเซอร์จริงจำนวนมากอาจมีผู้ติดตามบอทปะปนอยู่บ้าง ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยากบนแพลตฟอร์มใหญ่ แต่ประเด็นสำคัญคือสัดส่วนและคุณภาพโดยรวมของผู้ชม จึงควรสอบถามเรื่องคุณภาพผู้ชมอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากครีเอเตอร์มืออาชีพเองก็มักคุ้นเคยกับคำถามเหล่านี้
ผลลัพธ์และเรทราคาอินฟลู
อินฟลูเอนเซอร์ที่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่มักเตรียมสื่อข้อมูลสำหรับแบรนด์พาร์ตเนอร์ ซึ่งประกอบด้วยเรทชีต ที่ระบุค่าบริการตามประเภทคอนเทนต์ เช่น โพสต์, สตอรี่, คลิป รีล, วิดีโอ YouTube ฯลฯ หรือวิดีโอผลงานที่รวมตัวอย่างคอนเทนต์ที่ผ่านมา พร้อมไฮไลต์ผลลัพธ์ เช่น ยอดวิว ยอดไลก์ หรืออัตราการมีส่วนร่วม รวมถึงแพ็กเกจการทำงานที่มีให้เลือกตามงบหรือลักษณะแคมเปญ เช่น แบบรายครั้ง รายเดือน หรือแบบคอลแลประยะยาว
ก่อนตกลงทำงานจึงควรพูดคุยกับอินฟลูเอนเซอร์ล่วงหน้าเพื่อสอบถามเรทราคาและทำความเข้าใจความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจน เนื่องจากการรู้เรทราคาโดยเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือกลุ่มเป้าหมายที่ทำตลาดอยู่ จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล และต่อรองได้อย่างมืออาชีพ
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาเรทชีตหรือ Media kit ก็ควรประเมินจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย
- ผลงานแคมเปญที่ผ่านมา เช่น อัตราคอนเวิร์สชัน, การมีส่วนร่วม, ทราฟฟิก หรือยอดขายที่สร้างได้
- ความตรงกันของกลุ่มผู้ชมกับลูกค้าเป้าหมาย
- อัตราการมีส่วนร่วม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอินฟลูเอนเซอร์ระดับเดียวกัน
- เงื่อนไขสิทธิ์การใช้งานและสิทธิ์ขาดว่ารวมอยู่ในราคาพื้นฐานหรือคิดราคาเพิ่มเติม
- ส่วนลดสำหรับแพ็กเกจหลายโพสต์

วิธีต่อรองเรทราคาอินฟลูให้คุ้มค่าและเป็นมิตร
การต่อรองไม่ได้หมายถึงการกดราคาให้ต่ำที่สุด เพราะอาจทำให้ความร่วมมือไม่ราบรื่นและคอนเทนต์ออกมาไม่ดี เป้าหมายจึงจะเป็นการพิจารณาตอบแทนที่ยุติธรรม สะท้อนคุณค่าจริง และทำให้ทั้งแบรนด์กับครีเอเตอร์มีแรงจูงใจไปในทิศทางเดียวกัน
โดยก่อนติดต่อกับอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ประกอบการควรพิจารณาภาพรวมกลยุทธ์โซเชียลมีเดียและเป้าหมายของแบรนด์ให้ชัดเจน
นอกจากนี้ยังควรตัดสินใจด้วยว่า
- จะเสนอค่าคอมมิชชันแบบ Affiliateให้กับอินฟลูฯ หรือไม่
- จะช่วยสนับสนุนต้นทุนการผลิตคอนเทนต์หรือเปล่า
- จะใช้โมเดลค่าจ้างคงที่ ค่าคอมมิชชัน หรือแบบผสม
เนื่องจากการเข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายและรูปแบบความร่วมมือที่เป็นไปได้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การพูดคุยเรื่องเรทราคาอินฟลูเป็นมิตรและชัดเจนยิ่งขึ้น
เริ่มได้ แม้แบรนด์ยังไม่ใหญ่โต
ธุรกิจของผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่ในการเริ่มทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์ เพราะเพียงแบรนด์มีตัวตนชัดเจน มีสินค้า หรือบริการที่พร้อมโปรโมต ก็สามารถเริ่มต้นกระบวนการดังกล่าวได้ โดยเฉพาะการทำงานกับนาโนหรือไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ชมเฉพาะทางและเข้าถึงได้ง่ายกว่า
ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
กำหนดให้ชัดเจนว่าต้องการเห็นผลลัพธ์อะไรจากการลงทุนจ้างอินฟลูเอนเซอร์ และระบุตัวชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicator หรือ KPI) ที่จะใช้ติดตามผล โดยเป้าหมายอาจรวมถึง
- เพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness)
- เพิ่มยอดขาย
- เพิ่มจำนวนผู้ติดตาม
- สร้างความน่าเชื่อถือทางสังคม (Social Proof)
การรับรู้แบรนด์
อินฟลูเอนเซอร์สามารถช่วยแนะนำแบรนด์ให้กับผู้ติดตาม พร้อมทั้งขยายการรับรู้ข้อความของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยไม่ว่าแคมเปญนั้นจะนำไปสู่ยอดเข้าชมเว็บไซต์หรือยอดขายหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกลุ่มได้แค่ไหน
ทั้งนี้แบรนด์ก็ไม่จำเป็นต้องทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่เสมอไป เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็กมักมีผู้ชมเฉพาะทางที่มีการมีส่วนร่วมสูง และยังเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่ช่วงที่ครีเอเตอร์กำลังเติบโต
โดยสามารถวัดผลการรับรู้แบรนด์ได้จากตัวชี้วัด เช่น การเข้าถึง, Impressions และจำนวนการคลิกไปยังเว็บไซต์หรือบัญชีโซเชียล
ยอดขาย
หากเป้าหมายคือยอดขาย ผู้ประกอบการก็อาจติดตามตัวชี้วัดอย่างยอดคอนเวิร์สชัน, อัตราการคลิก (Click Through Rate หรือ CTR) และรายได้จากแคมเปญ
รวมถึงควรเลือกทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถแสดงการใช้งานสินค้า/บริการได้จริง เช่น อินฟลูแนวไลฟ์สไตล์ที่สามารถอินเสิร์ทสินค้าเข้าไปในกิจวัตรประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผู้ติดตาม
หนึ่งในสิ่งที่ส่งผลต่อการดีลเรทราคาอินฟลูคือจำนวนผู้ติดตาม โดยการโพสต์ร่วมกันระหว่างบัญชีของอินฟลูเอนเซอร์และแบรนด์ (Cross-posting) มักเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มยอดผู้ติดตามจากแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง
ทั้งนี้จึงอาจติดตามผลด้วยตัวชี้วัดอย่างการเติบโตของผู้ติดตาม อัตราการมีส่วนร่วม และจำนวนผู้ติดตามใหม่ที่เพิ่มขึ้นระหว่างและหลังแคมเปญ
กระแสตอบรับจากโซเชียลมีเดีย
Social proof มีบทบาทสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับแบรนด์ เนื่องจากเมื่อลูกค้ากำลังตัดสินใจซื้อสินค้า ก็มักจะมองหาคำยืนยันจากผู้ใช้รายอื่นผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อยืนยันว่าสินค้านั้นได้รับความนิยมและใช้งานได้จริง
ซึ่งผู้ประกอบการจะสามารถติดตามความสามารถของอินฟลูเอนเซอร์ในการสร้างกระแสตอบรับจากโซเชียลมีเดียได้จากตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น จำนวนคอมเมนต์, ไลก์, แชร์ และคอนเทนต์ที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้น (User-Generated Content) ที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญ เป็นต้น
สร้างความสัมพันธ์ก่อนเสนอแคมเปญ
นอกจากนี้ก่อนทักไปชวนทำแคมเปญ ผู้ประกอบการควรเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับครีเอเตอร์ก่อน เช่น คอมเมนต์, แชร์คอนเทนต์, ตอบสตอรี่ หรือพูดคุยผ่าน DM อย่างเป็นธรรมชาติประมาณ 2-3 เดือนก่อนเสนอความร่วมมือ
เพื่อให้เมื่อถึงเวลาชวนทำงาน ชื่อของแบรนด์จะไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ทักเข้ามาเอาเฉย ๆ แต่เป็นแบรนด์ที่ครีเอเตอร์เคยเห็นและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยแล้ว ช่วยให้การเจรจาราบรื่นยิ่งขึ้น
ให้เรทราคาอินฟลูเป็นค่าคอมแบบ Affiliate
การตลาดแบบ Affiliate เป็นรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน (Performance-based) ที่แบรนด์จะจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับอินฟลูเอนเซอร์เมื่อเกิดยอดขายจริง
อินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าร่วมโปรแกรม Affiliate จะได้รับลิงก์เฉพาะ (Referral Link) เพื่อนำไปแชร์ให้ผู้ติดตาม ซึ่งหากมีลูกค้าคลิกและสั่งซื้อสินค้า อินฟลูเอนเซอร์ก็จะได้รับเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย
นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นระบบจ่ายเงินตามผลงาน การเริ่มโปรแกรม Affiliate จึงเป็นวิธีที่ดีในการใช้ทรัพยากรกับอินฟลูเอนเซอร์ไปอย่างคุ้มค่า
โดยผู้ประกอบการสามารถเจรจาเงื่อนไขเรทราคาอินฟลูที่เป็นค่าคอมแบบเฉพาะตัวกับอินฟลูเอนเซอร์หลายราย รวมถึงครีเอเตอร์สายอื่น เช่น บล็อกเกอร์ นักรีวิว หรือนักพอดแคสต์ได้
ในปัจจุบันโมเดลการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานกำลังเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโมเดลแบบผสม เช่น การจ่ายค่าจ้างพื้นฐาน 17,500 บาท พร้อมค่าคอมมิชชัน 350 บาทต่อยอดขาย 1 ครั้ง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ครีเอเตอร์มีรายได้ขั้นต่ำ และทำให้แรงจูงใจสอดคล้องกับรายได้ของแบรนด์ด้วย
คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)
การคำนวณ ROI (Return on Investment) ล่วงหน้าเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการดูว่าอินฟลูเอนเซอร์คนใดเหมาะกับงบประมาณหรือไม่
โดยมีสูตรคำนวณ ROI สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ คือ
(กำไรที่คาดว่าจะได้รับ - ต้นทุนการลงทุน) ÷ ต้นทุนการลงทุน × 100 = ROI%
ตัวอย่างเช่น หากลงทุนในแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ 70,000 บาท และคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนกลับมา 315,000 บาท (315,000 - 70,000) ÷ 70,000 × 100 = ROI 350%
ทั้งนี้ควรเป็นการคำนวณจากกำไรจริง ไม่ใช่ยอดขายรวมเพียงอย่างเดียว เช่น หากสินค้ามีมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย 2,625 บาท กำไรขั้นต้น 40% และคาดว่าจะได้ 50 ออร์เดอร์ กำไรที่คาดการณ์ได้คือ 50 × 2,625 × 0.4 = 52,500 บาท ทำให้หากค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์อยู่ที่ 70,000 บาท แคมเปญนี้จึงจะยังไม่คุ้มค่าในระยะสั้น
อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการควรคำนึงถึง Customer Lifetime Value ด้วย เช่น หากลูกค้า 50 คนนี้ซื้อซ้ำเฉลี่ย 2.5 ครั้งใน 12 เดือน ผลตอบแทนรวมก็จะสูงขึ้น และอาจทำให้ ROI เป็นบวกได้
เสนอคุณค่าเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินค่าตอบแทน
หากงบประมาณที่ผู้ประกอบการมีต่ำกว่าเรทที่อินฟลูเอนเซอร์คาดหวัง ธุรกิจอาจทดลองเสนอคุณค่าอื่นเพิ่มเติม เช่น เครดิตการซื้อสินค้าบนเว็บไซต์, ชุดสินค้าพิเศษ, สิทธิ์เข้าถึงสินค้าใหม่ก่อนใคร หรือดีล Affiliate ที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง
โดยตัวอย่างสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ข้อเสนอ ได้แก่
- เซตสินค้า สำหรับใช้เองหรือแจกให้ผู้ติดตาม
- การเข้าถึงสินค้าใหม่ก่อนเปิดตัว เพื่อให้ครีเอเตอร์รู้สึกเป็นคนวงใน
- ค่าคอมมิชชันจากยอดขายในอนาคต
- อิสระในการสร้างสรรค์มากขึ้น และลดรอบแก้งาน
- สัญญาระยะยาวที่ช่วยให้รายได้ครีเอเตอร์มั่นคงขึ้น
เพราะเมื่ออินฟลูเอนเซอร์หลายคนให้ค่ากับอิสระในการสร้างคอนเทนต์มากกว่าการได้เงินสูงขึ้นแต่ต้องทำตามบรีฟที่จำกัดมาก หากแบรนด์ไว้ใจสไตล์ของครีเอเตอร์ การเจรจาที่เพิ่มเติมคุณค่าในลักษณะนี้ท้ายสุดก็มักยืดหยุ่นขึ้น และคอนเทนต์ก็มักดูจริงใจกว่า
พิจารณาต้นทุนการผลิต
เมื่อต้องร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์รายเล็ก ผู้ประกอบการยังอาจเสนอค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมไปกับเรทราคาอินฟลูแทนค่าจ้างแบบเหมาจ่าย ซึ่งอาจให้ความคุ้มค่ามากกว่าด้วย ซึ่งอาจรวมถึงความสามารถในการนำไปหักลดหย่อนทางภาษีเช่นกัน
ในกรณีของอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่ การจัดการโปรดักชันที่ซับซ้อนมักเป็นหน้าที่ของฝั่งครีเอเตอร์เอง อย่างไรก็ตาม แบรนด์ก็ควรเข้าใจว่า คำขอคอนเทนต์จะส่งผลต่อการถ่ายทำอย่างไร
และหากบรีฟที่ให้ต้องใช้งานอุปกรณ์เพิ่มเติม นักแสดง ทีมงาน หรือสถานที่ถ่ายทำพิเศษ ก็อาจต้องยอมรับเรทราคาอินฟลูที่สูงขึ้นตามความเหมาะสมนั่นเอง
ตกลงเรื่องกำหนดการส่งงานให้ชัดเจน
เมื่อต้องร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ สิ่งสำคัญคือต้องกำหนดความคาดหวังให้ชัดเจน และดูไทม์ไลน์การผลิตของครีเอเตอร์ด้วย นั่นคือหากร้องขอให้โพสต์หลายชิ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจทำให้ข้อเสนอไม่น่าดึงดูด โดยเฉพาะกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีงานแน่นหรือติดภารกิจอื่นอยู่แล้ว
แนวทางไทม์ไลน์คร่าว ๆ จึงอาจมีหน้าตาดังนี้
- เปิดตัวสินค้า ควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้คอนเทนต์มีคุณภาพ
- แคมเปญตามฤดูกาล เช่น หน้าเทศกาลหรือช่วงนักเรียนเปิดเทอม ควรวางแผนล่วงหน้า 4-6 สัปดาห์
- สถานะการเป็นตัวแทนต่อเนื่อง มักใช้สัญญา 3-6 เดือน พร้อมผลงานที่จับต้องได้ในระยะรายเดือน
- โปรโมชันครั้งเดียว อาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ หากเป็นโพสต์ที่ผลิตไม่ซับซ้อน
การจองคิวล่วงหน้าจะช่วยลดค่าธรรมเนียมงานเร่งด่วนและทำให้ครีเอเตอร์มีเวลาสร้างคอนเทนต์ที่ดีขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อเรทราคาอินฟลู
นอกเหนือจากจำนวนผู้ติดตามและอัตราการมีส่วนร่วมแล้ว อินฟลูเอนเซอร์ยังอาจปรับเรทราคาตามปัจจัยเพิ่มเติมเหล่านี้
สิทธิ์การใช้งาน
หากแบรนด์ต้องการสิทธิ์ในการนำคอนเทนต์ที่อินฟลูเอนเซอร์สร้างไปใช้งานต่อ เช่น ทำโฆษณาหรือใช้บนแพลตฟอร์มอื่น ครีเอเตอร์มักจะเรียกค่าจ้างที่สูงขึ้น
โดยสิทธิ์การใช้งานที่ควรตกลงให้ชัดเจน ได้แก่
- การใช้งานบนช่องทางออร์แกนิกของอินฟลูเอนเซอร์เท่านั้น ซึ่งมักรวมอยู่ในราคาพื้นฐาน
- แบรนด์นำคอนเทนต์ไปรีโพสต์บนโซเชียลของตัวเอง อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- การนำคอนเทนต์ไปใช้เป็นโฆษณาแบบจ่ายเงิน อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- การนำคอนเทนต์ไปใช้งานบนเว็บไซต์ อีเมล หรือสื่อการตลาดอื่น อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- การใช้งานได้ตลอดไปแบบไม่จำกัด มักเป็นเงื่อนไขที่แพงที่สุด
ควรระบุระยะเวลา เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือถาวร รวมถึงช่องทางที่ใช้ได้ตั้งแต่ต้น หากต้องใช้งานเฉพาะแคมเปญระยะสั้น การขอสิทธิ์แบบจำกัดเวลามักช่วยประหยัดงบได้
ความพิเศษเฉพาะแบรนด์
ข้อตกลงแบบสิทธิ์ขาดคือการห้ามอินฟลูเอนเซอร์ร่วมงานกับคู่แข่งในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจจำกัดโอกาสทางรายได้ของครีเอเตอร์ และส่งผลต่อการเจรจาเรื่องราคา
แนวทางต่อรองจึงจะเป็นการกำหนดขอบเขตให้แคบและชัดเจน เช่น แทนที่จะห้ามร่วมงานกับ “แบรนด์บิวตี้ทั้งหมด” อาจระบุว่า “ไม่ร่วมงานกับแบรนด์เซรั่มบำรุงผิวหน้า” ในช่วง 3 เดือนก่อน ระหว่าง และหลังแคมเปญ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและทำให้ครีเอเตอร์ยอมรับเงื่อนไขได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
ค่าธรรมเนียมเอเจนซี
อินฟลูเอนเซอร์จำนวนไม่น้อยมีผู้จัดการหรือเอเจนซีดูแล ซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่รวมอยู่ในค่าจ้างเรทราคาอินฟลูด้วย
เอเจนซีจึงอาจทำให้เรทราคาของอินฟลูสูงขึ้น เนื่องจากมีค่าคอมมิชชันและค่าบริหารจัดการ แต่ก็ช่วยให้การเจรจา, การทำสัญญาม การส่งงาน และการติดตามผลเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะแคมเปญขนาดใหญ่
ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการจึงควรสอบถามให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเรทราคาที่เสนอรวมค่าธรรมเนียมเอเจนซีแล้วหรือไม่ หรืออาจแยกส่วนเป็นค่าธรรมเนียมครีเอเตอร์และค่าธรรมเนียมเอเจนซีเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดได้
บรีฟครีเอทีฟ
บรีฟครีเอทีฟคือเอกสารที่อธิบายเป้าหมาย, ข้อความหลัก, สิ่งที่ต้องทำ และข้อห้ามของแคมเปญ โดยยิ่งแบรนด์ขอรายละเอียดมาก เช่น สคริปต์เป๊ะ ๆ มุมกล้องเฉพาะ หรือหลายรอบแก้งาน ราคาก็มักสูงขึ้น ซึ่งทั่วไปแล้วความควบคุมต่อการสร้างสรรค์ส่งผลต่อราคาในเชิงดังต่อไปนี้
- ให้อิสระเต็มที่ โดยมีแค่ไกด์ไลน์จากแบรนด์ ราคามักอยู่ที่เรทพื้นฐาน
- บรีฟแบบหลวม ๆ หากมีข้อความหลัก, โทนและ CTA ที่กำหนดก็อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเล็กน้อย
- สคริปต์ละเอียด หากระบุคำพูด มุมภาพ และเวลาก็มักมีราคาสูงขึ้น
- แก้งานหลายรอบ เช่น 3 รอบขึ้นไป มักมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- ต้องอนุมัติก่อนโพสต์ อาจมีผลต่อราคาและไทม์ไลน์
ทั้งนี้คอนเทนต์ที่ทำผลงานได้ดีมักเกิดจากการอนุญาตให้ครีเอเตอร์ใช้สไตล์ของตัวเอง เนื่องจากครีเอเตอร์จะรู้จักผู้ชมของตนเองได้ดีที่สุด แบรนด์จึงควรให้ข้อมูลสินค้าและข้อความสำคัญ แล้วจึงปล่อยให้ครีเอเตอร์นำเสนอในวิธีที่เป็นธรรมชาติ
ระยะเวลาแคมเปญ
ระยะเวลาแคมเปญมีผลโดยตรงต่อเรทราคาอินฟลูเอนเซอร์ หากเป็นงานระยะสั้น เช่น การจัดกิจกรรมหรือโปรโมชันแบบครั้งเดียว ราคาจะต่ำกว่าสัญญาระยะยาวที่ให้การสนับสนุนแบรนด์ต่อเนื่อง
ทั้งนี้แคมเปญหลายโพสต์หรือสัญญาระยะยาวอาจช่วยลดต้นทุนต่อโพสต์ได้ เช่น ชุดโพสต์ 3 โพสต์ภายในระยะเวลา 1 เดือน หรือการเป็นตัวแทน 6 เดือนที่มีงานส่งรายเดือน แต่ก็ควรเริ่มทดสอบจากแคมเปญเล็กก่อน และหากผลงานดีค่อยต่อยอดเป็นสัญญาระยะยาว
กล่าวคือการสร้างโมเดลความเสี่ยงและผลตอบแทนในแคมเปญ โดยคาดการณ์ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากอินฟลูเอนเซอร์ จะช่วยให้กำหนดงบประมาณได้แม่นยำยิ่งขึ้น
แพ็กเกจโพสต์หลายช่องทาง
หากแบรนด์ทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์ม ก็สามารถขอให้อินฟลูเอนเซอร์ปรับคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับแต่ละช่องทางที่ต้องการได้ เช่น การใช้งานบน Instagram, TikTok และ YouTube พร้อมกัน เพราะแม้ราคาเรทราคาอินฟลูจะสูงขึ้น แต่งานในรูปแบบนี้จะสามารถเข้าถึงผู้ชมหลายกลุ่มได้ในแคมเปญเดียวและขยายผลได้มากกว่า
ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรระบุให้ชัดเจนว่าต้องการคอนเทนต์เดิมที่นำไปปรับใช้ข้ามแพลตฟอร์ม หรือคอนเทนต์ใหม่ที่ออกแบบเฉพาะแต่ละแพลตฟอร์ม เพราะแบบหลังมักมีราคาสูงกว่า แต่ประสิทธิภาพก็มักดีกว่าด้วยเช่นกัน
ค่าธรรมเนียมเร่งด่วน
หากต้องการให้อินฟลูเอนเซอร์ทำงานและส่งงานในระยะเวลาสั้น ๆ อาจมีค่าด่วนเพิ่มเติมจากเรทราคาปกติ
- ไทม์ไลน์มาตรฐานคือรับงานภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ มักไม่มีค่าด่วน
- ไทม์ไลน์ระยะสั้นคือรับงานภายในเวลา 1 สัปดาห์ อาจมีค่าด่วน
- งานด่วนรับงาน 48-72 ชั่วโมง มักมีค่าด่วนสูงขึ้น
- งานด่วนรับงานภายในวันเดียว มักมีราคาสูงมาก และอาจไม่ถูกตอบรับ
การวางแผนล่วงหน้า 4-6 สัปดาห์จะช่วยลดค่าด่วน และทำให้ความสัมพันธ์กับครีเอเตอร์ดีขึ้น
ลิงก์ใน Bio
หากเป้าหมายคือการเพิ่มทราฟฟิกไปยังเว็บไซต์ การขอลิงก์ไว้ที่ Bio ของอินฟลูเอนเซอร์ก็เป็นอีกทางเลือกที่ได้ผล แต่โดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเช่นกัน
ลิงก์บน Bio เป็นพื้นที่สำคัญของอินฟลูเอนเซอร์ เพราะมักใช้งานกับโปรโมชันหลักหรือหน้า Link-in-bio ของตนได้เอง การขอให้เปลี่ยนลิงก์จึงอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และบางรายก็อาจไม่รับโดยสิ้นเชิงด้วย
นอกจากนี้ทางเลือกที่อาจคุ้มค่ากว่าคือการใช้ลิงก์ในสตอรี่, ลิงก์ในวิดีโอ TikTok, โค้ดส่วนลดเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ หรือปักหมุดลิงก์ในคอมเมนต์ โดยเฉพาะแคมเปญระยะสั้นที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานลิงก์โดยสิ้นเชิงด้วยก็ได้

ประเภทความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์
โดยทั่วไปอินฟลูเอนเซอร์มักจะมีสื่อแนะนำตัว (Press Kit) ที่ระบุเรทราคา และรูปแบบความร่วมมือที่ยินดีจะรับร่วมกับแบรนด์ไว้ล่วงหน้า ต่อไปนี้จึงจะเป็นประเภทความร่วมมือยอดนิยมระหว่างแบรนด์กับครีเอเตอร์ที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง
โปรแกรม Affiliate
อินฟลูเอนเซอร์แบบ Affiliate จะโปรโมตสินค้าหรือบริการ และได้รับค่าคอมมิชชันจากยอดขายที่เกิดจากลิงก์แนะนำของตนเอง
ความร่วมมือในรูปแบบนี้จึงเป็นที่นิยมทั้งในฝั่งแบรนด์และครีเอเตอร์ เพราะเข้าถึงง่ายและไม่มีต้นทุนเริ่มต้นสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยอัตราค่าคอมมิชชันของอินฟลูเอนเซอร์จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตัวสินค้าและขนาดฐานผู้ชมของครีเอเตอร์ที่ร่วมงาน
แนวทางที่ควรทำสำหรับการร่วมมือแบบ Affiliate ได้แก่
- ให้ลิงก์ที่ติดตามผลได้และโค้ดส่วนลดเฉพาะราย
- ใช้ระบบ Affiliate เพื่อช่วยติดตามยอดคลิก ยอดขาย และค่าคอมมิชชัน
- จ่ายค่าคอมมิชชันเป็นรอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาแรงจูงใจ
- เพิ่มระดับค่าคอมมิชชันให้ครีเอเตอร์ที่ทำผลงานดี
แบรนด์แอมบาสเดอร์
แบรนด์แอมบาสเดอร์คืออินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง นับเป็นความร่วมมือในระยะยาวที่ทำให้อินฟลูเอนเซอร์มีความผูกพันกับแบรนด์สูงเสมือนเป็นแฟนตัวยง หรือแม้แต่โฆษกที่ไม่เป็นทางการของแบรนด์
ซึ่งโปรแกรมแบรนด์แอมบาสเดอร์มักมีองค์ประกอบเหล่านี้
- สัญญา 6-12 เดือน หรืออย่างน้อย 3 เดือน
- ชิ้นงานที่ต้องส่งให้แบรนด์ในระยะรายเดือน เช่น 2-4 โพสต์ต่อเดือน
- เงื่อนไขห้ามโปรโมตคู่แข่ง
- การส่งสินค้าให้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง
- ค่าจ้างรายเดือนแบบเหมาจ่าย
- โบนัสตามยอดขายหรือการมีส่วนร่วม
ทั้งนี้ ความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวจะเหมาะสมที่สุดเมื่อแบรนด์ทดสอบประสิทธิภาพของครีเอเตอร์ผ่านแคมเปญสั้น ๆ มาแล้ว และเห็นว่าผลงานดีจริง โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีสินค้าใหม่หรือคอลเลกชันตามฤดูกาลอย่างต่อเนื่อง
คอนเทนต์สปอนเซอร์
โพสต์สปอนเซอร์แบบมาตรฐานมักประกอบด้วยรูปภาพหรือวิดีโอพร้อมคำบรรยาย โดยทั่วไปอินฟลูเอนเซอร์จะเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ทั้งหมดเอง แต่ในบางกรณี นักการตลาดของแบรนด์ก็อาจทำงานร่วมกับอินฟลู เพื่อร่วมกันวางแผนและพัฒนาคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับแคมเปญ
เช็กลิสต์สำหรับชิ้นงานคอนเทนต์สปอนเซอร์จึงควรระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้เพื่อความชัดเจน
- รูปแบบคอนเทนต์ เช่น โพสต์บนฟีด, สตอรี่, รีลl หรือวิดีโอ
- ข้อกำหนดในแคปชัน เช่น ข้อความหลัก, CTA, แฮชแท็ก และการแท็กบัญชี
- ข้อกำหนดด้านภาพ เช่น ต้องเห็นสินค้า สีแบรนด์ หรือช็อตสำคัญ
- วันและเวลาที่ลงโพสต์ หรือช่วงเวลาที่ยืดหยุ่นได้
- สิทธิ์การใช้งานคอนเทนต์หลังโพสต์
- ขั้นตอนการอนุมัติคอนเทนต์ก่อนโพสต์
- เกณฑ์ผลงานขั้นต่ำ เช่น การมองเห็น หรืออัตราการมีส่วนร่วม หากทำการตกลงไว้
ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรตรวจสอบคอนเทนต์ล่วงหน้าประมาณ 48 ชั่วโมงก่อนโพสต์ สำหรับจุดสำคัญ ๆ เช่น ชื่อสินค้า ลิงก์ และข้อมูลที่ห้ามผิดพลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรควบคุมรายละเอียดมากจนคอนเทนต์เสียความเป็นธรรมชาติในตัวเองไปด้วย
การให้ของขวัญ
บางแบรนด์จะส่งสินค้าฟรีให้กับอินฟลูเอนเซอร์ โดยหวังว่าจะได้รับรีวิวหรือคำแนะนำเชิงบวกแบบเป็นธรรมชาติผ่านช่องทางสาธารณะ ซึ่งกลยุทธ์นี้มักได้ผลดีกับไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่ยินดีรับของขวัญแลกกับการพูดถึงแบรนด์
การทำการให้ของขวัญทำงานได้อย่างมีระบบ จึงจะได้แก่
- การคิดต้นทุนสินค้าจริง (Cost of Goods Sold หรือ COGS) เป็นงบการตลาด ไม่ใช่ราคาขายปลีก
- การมุ่งเน้นไปที่อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามประมาณ 5,000-50,000 คน
- แนบโน้ตส่วนตัว อธิบายว่าทำไมถึงเลือกครีเอเตอร์รายนี้
- ไม่ควรบังคับให้โพสต์ เพราะความชอบจริงมักสร้างคอนเทนต์ที่ดีกว่า
- ติดตามว่าใครโพสต์แบบออร์แกนิก แล้วนำรายชื่อนั้นไปต่อยอดเป็นแคมเปญแบบจ่ายเงิน
การให้ของขวัญเหมาะกับการค้นหาครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบแบรนด์อย่างแท้จริง และไม่ใช่วิธีการการันตีว่าจะได้คอนเทนต์โพสต์เสมอไป แบรนด์ที่มีงบจำกัดจึงจะสามารถเริ่มต้นจากการส่งสินค้าและทำ Affiliate ร่วมกัน เพื่อควบคุมงบประมาณให้ครอบคลุมเฉพาะค่าใช้จ่ายต้นทุนสินค้าและผลลัพธ์จริง
การแจกของรางวัล
การแจกของรางวัลหรือจัดกิจกรรมเล่นเกม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผู้ติดตามและสร้างการรับรู้แบรนด์ในระยะสั้น
โดยการแจกของรางวัลเป็นประเภทความร่วมมือที่สามารถทำร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์หลายคนในแคมเปญเดียวได้
ซึ่งความร่วมมือในลักษณะนี้ควรระบุค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมูลค่าของรางวัล และ ROI ที่คาดว่าจะได้รับ และควรตั้งเป้าหมายให้แคมเปญมีกำไร เพราะหากเป็นแคมเปญเพื่อการจำหน่ายสินค้า งบค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์และต้นทุนของรางวัลก็ควรน้อยกว่ายอดขายที่คาดว่าจะได้รับ
เช่นเดียวกันหากกำลังทำแคมเปญเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ งบประมาณของกิจกรรมก็ควรน้อยกว่ามูลค่าการรับรู้สื่อที่ได้กลับมาด้วย โดยอาจประเมินมูลค่าสื่อผ่านการคาดการณ์จำนวนการเข้าถึง ผู้ติดตาม และการมีส่วนร่วมที่อาจเกิดขึ้น แล้วเปรียบเทียบกับมาตรฐานของวงการอีกครั้ง
ทั้งนี้การออกแบบแคมเปญแจกของรางวัลก็อาจทำได้หลายแบบ เช่น ให้ติดตามบัญชีแบรนด์, กดไลก์โพสต์, แท็กเพื่อน, แชร์ลงสตอรี่ หรือคอมเมนต์เพื่อลุ้นรับรางวัล และสามารถใช้อินฟลูเอนเซอร์ 3-5 คนช่วยกระจายแคมเปญเดียวกันเพื่อเพิ่มการเข้าถึงได้
อย่างไรก็ตามแคมเปญในรูปแบบนี้จะเหมาะกับการเพิ่มผู้ติดตามและการรับรู้มากกว่ายอดขายแบบปัจจุบันทันด่วน รวมถึงผู้ติดตามที่ได้จากกิจกรรมก็อาจสนใจรางวัลมากกว่าสินค้า จึงควรวัดคุณภาพผู้ติดตามหลังแคมเปญด้วย
การกล่าวถึงในแคปชัน
การกล่าวถึงแบรนด์ในแคปชันมีลักษณะคล้ายกับโพสต์แบบสปอนเซอร์ สามารถใช้เพื่อกระตุ้นการกระทำ (Call to Action) ได้หลากหลาย และถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตต่ำ
โดยจะเหมาะกับการเสริมคอนเทนต์ที่มีภาพหรือวิดีโอสินค้า การวางลิงก์หรือโค้ดส่วนลด รวมถึงแคมเปญงบประมาณต่ำอยู่แล้ว เพราะหากเป็นการพูดถึงในแคปชันอย่างเดียวโดยไม่มีสินค้าในภาพหรือวิดีโอ ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจำกัด ยกเว้นบนแพลตฟอร์มที่เน้นข้อความอย่าง X นั่นเอง
การเทคโอเวอร์แพลตฟอร์มชั่วคราว
การเทคโอเวอร์แพลตฟอร์มชั่วคราวคือการที่อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาสร้างคอนเทนต์โดยตรงบนบัญชีโซเชียลของแบรนด์ โดยรูปแบบนี้เป็นที่นิยมบน Instagram และ TikTok โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือการเพิ่มผู้ติดตามและเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่
สิ่งที่ควรตกลงสำหรับแคมเปญการเทคโอเวอร์แพลตฟอร์มชั่วคราวจึงจะได้แก่
- ระยะเวลา เช่น 24 ชั่วโมงในสตอรี่ หรือ 3-5 โพสต์ในช่วงแคมเปญ
- รูปแบบคอนเทนต์ ให้ครีเอเตอร์สร้างสรรค์คอนเทนต์ในสไตล์ของตนเองบนบัญชีแบรนด์
- ขั้นตอนการอนุมัติ ควรมีการอนุมัติทิศทิศทางหลัก แต่ไม่ควรควบคุมทุกจุด
- การเข้าถึงบัญชี ใช้สิทธิ์ล็อกอินชั่วคราว หรือให้ครีเอเตอร์ส่งไฟล์มาให้แบรนด์โพสต์เอง
โดยการเทคโอเวอร์ดังนี้มักเหมาะกับการเปิดตัวสินค้าใหม่, เบื้องหลังแบรนด์, การรายงานอีเวนต์ หรือการพาผู้ชมของแบรนด์ไปรู้จักบุคลิกของครีเอเตอร์ แต่ก็ควรประกาศล่วงหน้า เช่น “พรุ่งนี้ @creator จะมา เทคโอเวอร์สตอรี่ของเรา” เพื่อไม่ให้ผู้ติดตามเดิมสับสน เป็นต้น
เรทราคาอินฟลูเท่าไรถึงคุ้ม ผ่านการวิเคราะห์ทุนกับผลลัพธ์ที่ได้
ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงแบรนด์เพียงครั้งเดียวหรือการร่วมมือในระยะยาว อินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมก็สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ในแบบที่แบรนด์เองอาจไม่สามารถทำได้โดยตรง
ดังนั้นหากกำลังประสบปัญหาเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า การขยายการรับรู้แบรนด์ หรือแม้แต่ต้องการเพียงจะให้กลุ่มเป้าหมายเริ่มรู้จักก็อาจลองจัดสรรงบประมาณสำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งได้
เพราะการที่อุตสาหกรรมเบนเข็มไปสู่ค่าตอบแทนแบบตามผลงานมากยิ่งขึ้น ทำให้แบรนด์ไม่จำเป็นต้องมีงบมหาศาลตั้งแต่แรก และอาจเริ่มจากการให้ของขวัญ และแคมเปญแบบ Affiliate เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของช่องทางต่างๆ ด้วยความเสี่ยงต่ำ จากนั้นจึงจะขยับไปใช้งานโมเดลผสม เช่น ค่าจ้างพื้นฐานบวกค่าคอมมิชชัน แล้วเมื่อพบครีเอเตอร์ที่ทำผลงานได้ดีจริง ค่อยนำโมเดลค่าจ้างแบบเหมาจ่ายมาใช้งานกับอินฟลูเอนเซอร์ที่พิสูจน์แล้วว่าสร้าง ROI ได้อย่างสม่ำเสมอ
กล่าวคือความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การไล่ตามกระแสไวรัลเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ที่การเลือกครีเอเตอร์อย่างมีกลยุทธ์, การให้ความสำคัญกับคุณภาพผู้ชมมากกว่าจำนวนผู้ติดตาม, การวัดผลอย่างจริงจัง และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับคนที่สอดคล้องกับแบรนด์จริง ๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเรทราคาอินฟลู
ควรเตรียมการอะไรบ้างก่อนติดต่ออินฟลูเอนเซอร์?
ก่อนติดต่ออินฟลูเอนเซอร์ ควรทำความเข้าใจรูปแบบธุรกิจและนิยามของ “ความสำเร็จ” สำหรับแคมเปญให้ชัดเจน เช่น เป้าหมายหลัก, งบประมาณ, กลุ่มเป้าหมาย, รายละเอียดสินค้า, ชิ้นงานที่ต้องการ, ไทม์ไลน์ และรูปแบบค่าตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างคงที่, ค่าคอมมิชชัน, โมเดลผสม หรือการให้ของขวัญก็ตาม เนื่องจากจะช่วยให้หารือเรื่องโปรเจกต์และเรทราคาอินฟลูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้ครีเอเตอร์เห็นความเป็นมืออาชีพได้ตั้งแต่ต้นด้วย
จะกำหนดงบประมาณสำหรับแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์อย่างไร?
สามารถประเมินงบประมาณเรทราคาอินฟลูโดยอ้างอิงจากขนาดบัญชี, จำนวนผู้เข้าถึง, อัตราการมีส่วนร่วม และผลงานจากความร่วมมือก่อนหน้าของอินฟลูเอนเซอร์ จากนั้นจึงจะคำนวณผลตอบแทนที่คาดหวัง (ROI) โดยใช้สูตร (รายได้หรือกำไรที่คาดว่าจะได้รับ - ต้นทุนแคมเปญ) ÷ ต้นทุนแคมเปญ × 100 แล้วจัดสรรงบให้เหมาะสมกับรูปแบบความร่วมมือ เช่น Affiliate, เรทราคาคงที่, เรทราคาแบบผสม หรือการให้ของขวัญ ทั้งนี้หากยังไม่แน่ใจ ก็อาจเริ่มจากดีลแบบ Affiliate ที่มีความเสี่ยงต่ำก่อนเท่านั้นได้
จะรู้ได้อย่างไรว่าอินฟลูเอนเซอร์แบบไหนเหมาะกับธุรกิจ?
เริ่มจากการวิจัยกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด แล้วมองหาอินฟลูเอนเซอร์ที่คอนเทนต์สอดคล้องกับธุรกิจ จากนั้นจึงจะตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ประวัติการร่วมงานกับแบรนด์อื่น และสถิติการมีส่วนร่วมเพื่อวัดศักยภาพของครีเอเตอร์ที่สนใจ ทั้งนี้ควรดูครีเอเตอร์ที่ติดตามหรือมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อยู่แล้ว และขอเรทชีต Media kit และกรณีศึกษาจากลิสต์อินฟลูที่เล็งไว้ แล้วจึงทดสอบด้วยแคมเปญขนาดเล็กก่อนเพิ่มงบ
จะวัดผลแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร?
เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายของแคมเปญให้ชัด เช่น การสร้างการรับรู้แบรนด์ ทราฟฟิกเว็บไซต์ หรือยอดขาย จากนั้นตั้งค่าตัวชี้วัดที่เหมาะสม เช่น การเข้าถึง, การมองเห็น, CTR, อัตราคอนเวิร์สชัน, รายได้, จำนวนผู้ติดตามใหม่, ไลก์, คอมเมนต์, แชร์ และ User-Generated Content และจึงใช้ลิงก์ติดตามผลหรือโค้ดส่วนลดเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเชื่อมผลลัพธ์กลับไปยังครีเอเตอร์แต่ละราย แล้วคำนวณ ROI เทียบกับเป้าหมายที่วางไว้ รวมถึงดูมูลค่าตลอดชีพของลูกค้าหากต้องการวัดผลระยะยาวได้
แพลตฟอร์มไหนมักมีเรทราคาอินฟลูสูงที่สุด?
Instagram มักมีเรทราคาสูงในหลายหมวดสินค้า เพราะเป็นแพลตฟอร์มภาพที่เหมาะกับการค้นพบสินค้า ทั้งยังมีคอนเทนต์หลายรูปแบบ เช่น โพสต์บนฟีด, สตอรี่ และ รีล อย่างไรก็ตามคลิปยาวบน Youtube มักมีต้นทุนสูงกว่าเมื่อเทียบกับการเข้าถึงในระดับที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากจะใช้เวลาและโปรดักชันมากกว่า ในขณะที่ TikTok อาจมีเรทใกล้เคียงกับคอนเทนต์ Instagram ในบางกลุ่ม โดยเฉพาะครีเอเตอร์ที่มีการมีส่วนร่วมสูง เช่น นาโนและไมโครอินฟลูเอนเซอร์บน TikTok อาจให้ความคุ้มค่าดีสำหรับแบรนด์ที่ต้องการทดลองตลาด

