การวางกลยุทธ์ช่องทางการขายกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกธุรกิจในปัจจุบัน แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากเลือกใช้ช่องทางที่หลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ในพื้นที่และแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้เป็นประจำ
ตั้งแต่มาร์เก็ตเพลส ร้านค้าปลีก แอปพลิเคชัน ไปจนถึงการถ่ายทอดสด การเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ ช่วยให้แบรนด์เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า สร้างยอดขาย และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว ที่สำคัญยังช่วยลดการพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งหรือตลาดใดตลาดหนึ่งมากจนเกินไป
ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจ 13 ช่องทางการขายที่น่าสนใจ พร้อมแนวทางในการเลือกและนำแต่ละช่องทางมาใช้ให้เหมาะกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ช่องทางการขายคืออะไร?
ช่องทางการขาย คือเส้นทางหรือวิธีการที่ธุรกิจใช้ในการเข้าถึงลูกค้าและนำเสนอสินค้าเพื่อสร้างยอดขาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดออนไลน์ ร้านค้าปลีก บัญชีโซเชียลมีเดีย หรือเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของแบรนด์เอง
ช่องทางการขายแต่ละรูปแบบช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้น หลายธุรกิจจึงเลือกใช้กลยุทธ์การขายหลายช่องทาง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป
“ตอนนี้เรากำลังเร่งขยายและพัฒนาช่องทางดิจิทัลเพิ่มเติมครับ” คุณรุจน์ วรุตม์ CEO แบรนด์ RAN Cosmetic กล่าว “เพราะท้ายที่สุดแล้ว หน้าที่ของเราคือการไปสแตนด์บายรอซัพพอร์ตลูกค้า ในทุกๆ แพลตฟอร์มที่เขาสะดวกและอยากจะเดินเข้ามาหาเรา”
ช่องทางการขายแบบตรง
ช่องทางการขายแบบตรง คือการที่ธุรกิจขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง แพลตฟอร์มภายนอก หรือตัวแทนจำหน่าย
รูปแบบช่องทางการขายนี้อาจเป็นการสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ของแบรนด์ แอปพลิเคชันของธุรกิจ หรือการเข้ามาซื้อสินค้าที่หน้าร้านโดยตรง
ตัวอย่างเช่น ชาตรามือ ซึ่งเน้นการจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารผ่านหน้าร้านของตัวเองโดยตรง รวมถึงแบรนด์อย่าง รสนิยม และ กับข้าว'กับปลา ในเครือไอเบอร์รี่ ที่พัฒนาช่องทางการสั่งซื้อและจัดส่งผ่านเว็บไซต์และ LINE Official Account ของกลุ่มแบรนด์เอง เพื่อให้สามารถให้บริการลูกค้าได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านแอปพลิเคชันตัวกลางในบางแคมเปญ
ช่องทางการขายแบบอ้อม
ช่องทางการขายแบบอ้อม คือการใช้บุคคลที่สาม เช่น ตัวแทนจำหน่าย ร้านค้าปลีก หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นตัวกลางในการนำสินค้าไปถึงผู้บริโภค
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Sappe (เซ็ปเป้) ที่จำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพผ่านร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อชั้นนำ เช่น 7-Eleven, Lotus's และ Big C
นอกจากนี้ การขายบนช่องทางแบบอ้อมยังรวมถึงตลาดออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น Amazon, eBay และ Alibaba รวมถึงแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop
ช่องทางการจัดจำหน่าย
ช่องทางการจัดจำหน่ายหมายถึงวิธีที่สินค้าขยับจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค หลายบริษัทใช้บุคคลที่สาม เช่น การดรอปชิป บริการพิมพ์ตามสั่ง หรือ 3PLs เพื่อจัดการการเติมเต็มและรักษาต้นทุนให้ต่ำ
ดรอปชิปในฐานะวิธีการจัดจำหน่าย
การทำดรอปชิปช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ได้โดยไม่ต้องลงทุนกับการจัดเก็บสินค้าเป็นจำนวนมาก เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา ผู้จัดจำหน่ายจะเป็นผู้จัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าโดยตรง ทำให้รูปแบบนี้เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจและต้องการควบคุมเงินลงทุน รวมถึงไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่จัดเก็บสินค้า
วิธีเริ่มต้นที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ คือการเชื่อมต่อระบบดรอปชิปเข้ากับร้านค้าออนไลน์ของคุณ ระบบจะช่วยเชื่อมต่อกับผู้จัดจำหน่าย พร้อมจัดการคำสั่งซื้อ อัปเดตจำนวนสินค้า และแจ้งสถานะการจัดส่งโดยอัตโนมัติ แพลตฟอร์มที่คนไทยนิยมใช้ ได้แก่ Taobao2you และ Vcanbuy ซึ่งเป็นบริการจัดส่งสินค้าจากจีนที่มีระบบช่วยนำลิงก์สินค้าจาก 1688 หรือ Taobao มาทำดรอปชิป และจัดส่งตรงถึงลูกค้าในประเทศไทยได้สะดวก
หากต้องการสินค้าที่มีอยู่ในประเทศไทยและสามารถจัดส่งได้รวดเร็ว ก็มีตัวเลือกอย่าง Dropshoppingthai ซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้จัดจำหน่ายสินค้าในประเทศไทยโดยเฉพาะ ส่วนผู้ที่เน้นขายสินค้าผ่าน TikTok Shop ก็สามารถเชื่อมต่อระบบเพื่อจัดการเนื้อหา คำสั่งซื้อ และการจัดส่งได้อย่างสะดวก
สำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ Shopify เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีแอปพลิเคชันและเครื่องมือสำหรับการทำดรอปชิปให้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก ช่วยให้ผู้ขายสามารถเลือกสินค้าจากผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก และจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าในต่างประเทศได้
ทำไมช่องทางการขายจึงสำคัญ
ช่องทางการขายมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า เพราะแต่ละช่องทางมีฐานลูกค้าและพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าส่งที่กำลังมองหาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในธุรกิจ อาจไม่ได้เลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางเดียวกับผู้บริโภคที่กำลังมองหาสินค้าความงามหรือกล่องสินค้าสมาชิก ดังนั้น การเลือกช่องทางการขายให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญ
นอกจากกลุ่มลูกค้าแล้ว แต่ละช่องทางการขายยังส่งผลต่อต้นทุน กำไร และประสบการณ์ของลูกค้าอีกด้วย มาร์เก็ตเพลสมีข้อได้เปรียบตรงที่มีฐานลูกค้าจำนวนมากและช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงผู้ซื้อได้รวดเร็ว แต่ผู้ขายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชันให้กับแพลตฟอร์ม
ในทางกลับกัน การมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นของตัวเองช่วยให้ธุรกิจควบคุมภาพลักษณ์แบรนด์ ประสบการณ์ของลูกค้า และการนำเสนอสินค้าได้มากกว่า แต่ธุรกิจก็ต้องรับผิดชอบในการดึงลูกค้าเข้ามายังเว็บไซต์ด้วยตัวเอง
วิธีเลือกช่องทางการขายที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ
เกณฑ์ในการเลือกช่องทางการขาย
แต่ละช่องทางการขายมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกช่องทางที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากลักษณะธุรกิจ สินค้า กลุ่มลูกค้า และทรัพยากรที่มีอยู่
- กลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ไหน: ลองวิเคราะห์ว่าลูกค้าของคุณใช้ช่องทางใดในการค้นหาและซื้อสินค้า หากกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่หรือผู้ที่ชื่นชอบความบันเทิง ช่องทางการขายผ่านโซเชียลอย่าง TikTok Shop อาจเหมาะสมกว่า ขณะที่กลุ่มคนทำงานที่ชอบค้นหาและเปรียบเทียบราคา อาจเหมาะกับมาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee หรือ Lazada
- ประเภทสินค้าเหมาะกับช่องทางใด: สินค้าแต่ละประเภทมีช่องทางการขายที่เหมาะสมแตกต่างกัน สินค้าแฟชั่นหรือสินค้าที่กำลังเป็นกระแสอาจได้รับความสนใจบน Instagram หรือ TikTok ขณะที่สินค้าทำมือและของตกแต่งบ้านอาจเหมาะกับช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง ส่วนสินค้าสำหรับธุรกิจหรือการขายส่งอาจเหมาะกับแพลตฟอร์มอย่าง 1688 หรือกลุ่มซื้อขายสินค้าบน Facebook
- ต้องการควบคุมร้านค้ามากแค่ไหน: หากต้องการควบคุมภาพลักษณ์แบรนด์ กำหนดโปรโมชัน และเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อทำการตลาดในระยะยาว การมีเว็บไซต์ร้านค้าของตัวเอง เช่น Shopify หรือระบบหน้าสำหรับขายสินค้าโดยเฉพาะ จะช่วยให้ธุรกิจมีอิสระมากกว่าการพึ่งพาแพลตฟอร์มภายนอกเพียงอย่างเดียว
- ค่าธรรมเนียมและกำไร: แต่ละช่องทางการขายมีค่าคอมมิชชัน ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมการทำรายการแตกต่างกัน นอกจากนี้ หากธุรกิจต้องใช้งบประมาณในการโฆษณาเพื่อเพิ่มยอดขาย ก็ควรคำนวณต้นทุนทั้งหมดให้ละเอียดว่า หลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาแล้ว ธุรกิจยังมีกำไรที่เหมาะสมหรือไม่
งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องคำนึงถึง
แต่ละช่องทางการขายมีทั้งต้นทุนเริ่มต้นและค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่แตกต่างกัน ธุรกิจจึงควรประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก่อนตัดสินใจเลือกช่องทางการขาย
- ร้านค้าออนไลน์อาจมีค่าใช้จ่ายด้านพื้นที่จัดเก็บเว็บไซต์ ชื่อเว็บไซต์ และเครื่องมือสำหรับบริหารร้านค้า
- มาร์เก็ตเพลสอาจเรียกเก็บค่าลงสินค้า ค่าธรรมเนียมการทำรายการ และค่าคอมมิชชันจากยอดขาย
- ร้านค้าปลีกมีค่าใช้จ่ายด้านค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงาน และค่าใช้จ่ายในการดูแลร้านเพิ่มเติม
- ช่องทางการขายแบบขายส่งให้ความสำคัญกับปริมาณการขายเป็นจำนวนมาก จึงอาจมีอัตรากำไรต่อชิ้นต่ำกว่าการขายตรงให้ผู้บริโภค
ธุรกิจควรนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาพิจารณาร่วมกับแผนธุรกิจและเป้าหมายการเติบโต เช่น ธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าราคาสูงอาจมีพื้นที่ในการรองรับค่าคอมมิชชันของมาร์เก็ตเพลสได้มากกว่า ขณะที่ธุรกิจเริ่มต้นหรือธุรกิจที่มีงบประมาณจำกัด อาจเลือกให้ความสำคัญกับช่องทางการขายที่ธุรกิจเป็นเจ้าของเอง เพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาอัตรากำไรไว้ให้ได้มากที่สุดในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต
13 ช่องทางการขายที่สำคัญที่สุด
|
ช่องทางการขาย |
เหมาะสำหรับ |
ค่าใช้จ่าย |
ทักษะที่จำเป็น |
เวลาที่ใช้ |
|---|---|---|---|---|
|
คุมแบรนด์และราคาเอง |
แพลตฟอร์ม เว็บไซต์ การชำระเงิน |
การตลาด เว็บไซต์ บริการลูกค้า |
ปานกลาง |
|
|
ขายผ่านโซเชียลและฐานผู้ติดตาม |
ค่าธรรมเนียม โฆษณา คอนเทนต์ |
คอนเทนต์ คอมมูนิตี้ การตลาด |
ปานกลาง |
|
|
เข้าถึงคนที่พร้อมซื้อ |
ค่าลงขาย ค่าธรรมเนียม Fulfillment |
SEO ภาพสินค้า รีวิวร้าน |
ปานกลาง |
|
|
ขายและพบลูกค้าโดยตรง |
ค่าเช่า พนักงาน ระบบ POS |
บริหารร้าน การตลาด บริการลูกค้า |
สูง |
|
|
ขายจำนวนมากให้ธุรกิจ |
กำไรต่อชิ้นต่ำลง ค่าแพลตฟอร์ม B2B |
ความสัมพันธ์ธุรกิจ ซัพพลายเชน |
สูง |
|
|
ขยายยอดขายผ่านผู้ขายรายอื่น |
ส่วนแบ่งกำไรหรือส่วนลด |
ความสัมพันธ์ธุรกิจ ซัพพลายเชน |
ปานกลาง |
|
|
ขายโดยไม่ต้องผลิตเอง |
ค่าผลิตและจัดส่ง |
คุณภาพ การตลาด การออกแบบ |
ต่ำ |
|
|
ขายให้ลูกค้าบนมือถือ |
ค่าพัฒนาและค่าธรรมเนียมแอป |
การตลาด UX |
ปานกลาง |
|
|
ขายให้ธุรกิจอื่น |
ส่วนลดจำนวนมาก แพ็กและขนส่ง |
เจรจา ความสัมพันธ์ ซัพพลายเชน |
สูง |
|
|
เข้าถึงฐานลูกค้าของพาร์ทเนอร์ |
ค่าคอมมิชชันหรือสปอนเซอร์ |
การตลาด เจรจา ความสัมพันธ์ |
สูง |
|
|
ให้พาร์ทเนอร์ช่วยแนะนำสินค้า |
ค่าคอมมิชชัน |
Affiliate marketing การวัดผล |
ปานกลาง |
|
|
ขายสินค้าที่สาธิตสดได้ |
อุปกรณ์และเครื่องมือไลฟ์ |
นำเสนอ การตลาด ดูแลผู้ชม |
ปานกลาง |
|
|
ปิดการขายผ่านแชท |
แชทบอทและทีมบริการลูกค้า |
การสื่อสารและบริการลูกค้า |
ต่ำ |
1. ร้านค้าออนไลน์
ร้านค้าออนไลน์หรือเว็บไซต์ของแบรนด์ ถือเป็นหนึ่งในช่องทางการขายแรกๆ ที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองตั้งแต่การนำเสนอสินค้า ไปจนถึงการรับคำสั่งซื้อและดูแลลูกค้า
ข้อดีของการมีร้านค้าออนไลน์เป็นของตัวเอง คือสามารถควบคุมภาพลักษณ์ของแบรนด์ ออกแบบการนำเสนอสินค้า และสร้างประสบการณ์การซื้อให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ที่สำคัญคือธุรกิจสามารถรักษาผลกำไรจากการขายไว้ได้มากขึ้น และมีโอกาสเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปต่อยอดทางการตลาด โดยไม่ต้องพึ่งพากฎเกณฑ์หรือค่าธรรมเนียมของมาร์เก็ตเพลสเพียงอย่างเดียว
คุณสามารถใช้ระบบสร้างร้านค้าออนไลน์อย่าง Shopify เป็นศูนย์กลางของธุรกิจ และเชื่อมต่อกับช่องทางการขายอื่นๆ เพื่อจัดการสินค้า คำสั่งซื้อ และดึงลูกค้าจากช่องทางต่างๆ กลับมาซื้อซ้ำที่ร้านค้าหลักของแบรนด์ได้
ข้อดี
- ต้นทุนเริ่มต้นไม่สูง: สามารถเริ่มต้นได้ง่าย และมีระบบให้ทดลองใช้ฟรีก่อนตัดสินใจ
- เป็นศูนย์กลางของธุรกิจ: สามารถเชื่อมต่อข้อมูลสินค้า สต็อก และคำสั่งซื้อจากช่องทางการขายต่างๆ ไว้ในระบบเดียว
- ต่อยอดการตลาดได้มากขึ้น: สามารถนำข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อจัดทำโปรโมชันเฉพาะกลุ่มหรือทำโฆษณาให้ตรงกับความสนใจของลูกค้า
- ควบคุมร้านค้าได้อย่างอิสระ: ไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัดของแพลตฟอร์มภายนอกหรือการถูกระงับร้านค้าโดยไม่คาดคิด
- รักษากำไรได้มากขึ้น: ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชันให้กับมาร์เก็ตเพลสในลักษณะเดียวกับการขายผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง
“เราให้ความสำคัญกับช่องทาง D2C เพราะมันช่วยให้กระแสเงินสดหมุนเวียนกลับเข้าบริษัทได้รวดเร็วขึ้น”
คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้รีแบรนด์ Srichand จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ได้แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขายตรงผ่านช่องทางออนไลน์ของแบรนด์ว่า
“วงจรการตัดสินใจซื้อของลูกค้ารั้นรวดเร็วมากเมื่อขายตรงผ่านช่องทางออนไลน์ของแบรนด์เอง ช่องทางนี้ยังช่วยให้แบรนด์สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า เพื่อนำไปทำการตลาดซ้ำ (Retargeting) และช่วยให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคชาวไทยได้ลึกซึ้งและรวดเร็วกว่าการรอข้อมูลย้อนหลังจากห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม”
ข้อเสีย
- ต้องทำการตลาดเพื่อดึงลูกค้าเข้ามายังร้านค้าออนไลน์
- ต้องบริหารจัดการคำสั่งซื้อและการดำเนินงานต่างๆ ด้วยตัวเอง แม้ระบบอย่าง Shopify จะมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการคำสั่งซื้อได้
2. โซเชียลคอมเมิร์ซ
โซเชียลคอมเมิร์ซ คือการนำแพลตฟอร์มที่ผู้คนใช้ติดตามเนื้อหาและพูดคุยกันในชีวิตประจำวัน มาปรับให้เป็นพื้นที่สำหรับซื้อขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Facebook, Instagram หรือ LINE
ช่องทางการขายรูปแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เพราะผู้บริโภคสามารถค้นพบสินค้า ดูรีวิว รับชมวิดีโอ หรือดูการถ่ายทอดสด แล้วตัดสินใจซื้อได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์มที่กำลังใช้งานอยู่
ตัวอย่างการใช้ช่องทางการขายผ่านโซเชียลในประเทศไทย ได้แก่
- TikTok Shop: เน้นการนำเสนอสินค้าผ่านเนื้อหาที่สนุกและน่าสนใจ ลูกค้าสามารถดูวิดีโอ รีวิวสินค้า หรือการถ่ายทอดสด แล้วกดเลือกสินค้าและสั่งซื้อได้ทันที
- Instagram และ Facebook: สามารถแสดงสินค้าในโพสต์หรือสตอรี่ ให้ลูกค้ากดดูรายละเอียดสินค้า และนำไปสู่การสั่งซื้อหรือพูดคุยกับร้านค้าเพื่อปิดการขาย
- LINE Official Account (LINE OA): เหมาะสำหรับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง เช่น การส่งข่าวสาร โปรโมชัน คูปองส่วนลด และกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำผ่าน LINE SHOPPING
ข้อดี
- เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด: มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน ทำให้ธุรกิจสามารถปรับเนื้อหาและข้อเสนอให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าได้
- ต่อยอดจากผู้มีอิทธิพลทางความคิด: สามารถร่วมมือกับผู้มีชื่อเสียงหรือผู้สร้างเนื้อหา เพื่อรีวิวสินค้าและช่วยเพิ่มยอดขายได้
- เริ่มทำโฆษณาได้ง่าย: แต่ละแพลตฟอร์มมีเครื่องมือและรูปแบบโฆษณาที่ช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นทำการตลาดได้สะดวก
ข้อเสีย
- ต้องทำเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ: หากต้องการรักษาการมองเห็นและเข้าถึงลูกค้า ธุรกิจจำเป็นต้องเผยแพร่เนื้อหาอย่างต่อเนื่อง
- พึ่งพาระบบของแพลตฟอร์ม: การมองเห็นและยอดขายอาจเปลี่ยนแปลงตามการปรับระบบหรือแนวทางการแสดงเนื้อหาของแต่ละแพลตฟอร์ม
💡 เคล็ดลับ: คุณสามารถเชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์ Shopify เข้ากับ Facebook และ Instagram รวมถึง TikTok Shop เพื่อซิงค์ข้อมูลสินค้าและจัดการคำสั่งซื้อจากหลายช่องทางการขายไว้ในที่เดียว
ลูกค้าสามารถตรวจสอบตารางทัวร์ของ BOWKYLION ผ่าน Spotify ได้
3. ตลาดออนไลน์แบบดั้งเดิม
มาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee, Lazada, TikTok Shop รวมถึง Amazon และ eBay สำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายไปต่างประเทศ เป็นศูนย์รวมสินค้าขนาดใหญ่ที่ผู้บริโภคเข้ามาค้นหา เปรียบเทียบราคา และตัดสินใจก่อนซื้อสินค้า
ผู้ซื้อบนมาร์เก็ตเพลสมักเริ่มต้นจากการค้นหาชื่อสินค้ามากกว่าชื่อแบรนด์ ทำให้ช่องทางการขายรูปแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มโอกาสให้สินค้าเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
ข้อได้เปรียบสำคัญคือ ธุรกิจสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนมากที่มีความต้องการซื้ออยู่แล้ว โดยไม่ต้องเริ่มสร้างผู้เข้าชมร้านค้าจากศูนย์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา ค่าธรรมเนียม และข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า
ข้อดี
- เข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ทันที: สินค้ามีโอกาสปรากฏต่อหน้าผู้ซื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังมองหาสินค้าและมีความตั้งใจซื้ออยู่แล้ว
- มีระบบรองรับพร้อมใช้งาน: ทั้งระบบชำระเงิน การเก็บเงินปลายทาง การจัดส่ง และโปรโมชันต่างๆ เช่น โค้ดส่งฟรีหรือส่วนลด ช่วยให้ธุรกิจเริ่มขายผ่านช่องทางการขายนี้ได้ง่ายขึ้น
ข้อเสีย
- ค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชัน: อาจมีทั้งค่าบริการ ค่าธรรมเนียมการทำรายการ และค่าคอมมิชชันจากยอดขาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ
- ข้อจำกัดด้านข้อมูลและการสร้างแบรนด์: ธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้อย่างอิสระ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
- การแข่งขันด้านราคาสูง: สินค้าประเภทเดียวกันอาจมีผู้ขายจำนวนมาก ทำให้ต้องแข่งขันทั้งด้านราคา โปรโมชัน และค่าจัดส่ง รวมถึงต้องรับมือกับผู้ขายจากต่างประเทศ
4. ร้านค้าปลีก
ช่องทางการขายแบบร้านค้าปลีกครอบคลุมทั้งร้านค้าถาวรและร้านค้าชั่วคราว เช่น การเช่าพื้นที่ระยะสั้นในห้างสรรพสินค้า บูธตามงานแสดงสินค้า หรือแผงขายสินค้าในตลาดท้องถิ่น
แม้ผู้บริโภคจะหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่การขายหน้าร้านยังคงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ธุรกิจได้พบลูกค้าโดยตรง ลูกค้าสามารถสัมผัสและทดลองสินค้าได้จริง รวมถึงเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้รับความคิดเห็นจากลูกค้าแบบทันที
ข้อดี
- ขายสินค้าให้ลูกค้าได้โดยตรง
- สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบตัวต่อตัว
- จัดกิจกรรมและประสบการณ์ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมได้
- มีหน้าร้านช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
“ตอนที่เราจัดกิจกรรมป๊อปอัพตามอีเวนต์ต่างๆ เราพบว่ามันช่วยกระตุ้นยอดขายบนช่องทางออนไลน์ได้ยาวไปตลอดทั้งเดือนถัดไปเลย เพราะเราได้เจอกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวจริงๆ”
คุณต้า รรินทร์ ทองมา ผู้ก่อตั้งแบรนด์รองเท้าหนังแท้ OandB ได้เคยแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์รองเท้าในประเทศไทยไว้ว่า
การที่ลูกค้าได้ลองสวมใส่ผลิตภัณฑ์จริง ทำให้เราเห็นว่าการมีหน้าร้านหรือการจัดร้านค้าชั่วคราวตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำเหมาะกับธุรกิจของเรามาก โดยเฉพาะสินค้าประเภทรองเท้าที่ลูกค้ามักต้องการลองขนาด สัมผัสวัสดุ และทดลองความนุ่มสบายก่อนตัดสินใจซื้อ
เมื่อ ลูกค้ารู้ว่าตัวเองใส่ขนาดไหน ชอบดีไซน์และคุณภาพของแบรนด์มากน้อยเพียงใด ก็จะเกิดความมั่นใจมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะกลับมาซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ในครั้งต่อๆ ไป
ข้อเสีย
- อาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงาน
- มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานค่อนข้างสูง เช่น ค่าเช่าพื้นที่และค่าประกัน
- จำนวนลูกค้าที่เข้าถึงได้ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของร้าน
5. ขายส่ง
การขายส่ง คือการจำหน่ายสินค้าเป็นจำนวนมากให้กับธุรกิจอื่น เพื่อนำไปขายต่อในรูปแบบค้าปลีก บางธุรกิจใช้การขายส่งเป็นช่องทางการขายหลัก ขณะที่บางธุรกิจเลือกนำการขายส่งมาใช้ร่วมกับช่องทางการขายรูปแบบอื่น เพื่อกระจายสินค้าและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า
ช่องทางการขายแบบขายส่งสามารถสร้างรายได้ที่ดีได้ หากธุรกิจมีอัตรากำไรที่เหมาะสมและสามารถบริหารต้นทุนในการจัดเตรียมและส่งมอบคำสั่งซื้อจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ซื้อแบบธุรกิจกับธุรกิจจำนวนมากยังคงสั่งซื้อสินค้าผ่านงานแสดงสินค้า อีเวนต์ และการประชุมต่างๆ ทำให้ช่องทางการขายแบบขายส่งเป็นอีกทางเลือกที่มีคุณค่าสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าซึ่งสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก
ข้อดี
- สามารถจำหน่ายสินค้าได้ครั้งละจำนวนมาก
- ร้านค้าปลีกช่วยทำการตลาดและจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคปลายทาง
- ช่วยขยายการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่หรือร้านค้าที่ธุรกิจอาจเข้าถึงได้ยากด้วยตัวเอง
ข้อเสีย
- ต้องมีเงินทุนสำหรับผลิตหรือจัดเก็บสินค้า
- อาจมีต้นทุนสูงหากสินค้าขายไม่ออกและต้องเก็บไว้เป็นเวลานาน
- มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าปลายทางโดยตรงค่อนข้างน้อย
6. ผู้ค้าแบบรีเซล
ผู้ค้าแบบรีเซล คือธุรกิจหรือบุคคลที่ซื้อสินค้าที่มีอยู่แล้วจากผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย แล้วนำมาขายต่อในราคาที่สูงขึ้น บางรายอาจเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเพิ่มเติมก่อนนำไปจำหน่าย เช่น การบรรจุใหม่ การจัดชุดสินค้า หรือการปรับปรุงสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเฉพาะ
การขายต่อจึงเป็นอีกช่องทางการขายที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถนำสินค้าที่มีอยู่แล้วไปเข้าถึงตลาดใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาเองตั้งแต่ต้น
ข้อดี
- ใช้ต้นทุนในการดำเนินงานไม่สูงมาก
- สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและนำเสนอสินค้าหลายรายการร่วมกันได้
- มีโอกาสเพิ่มยอดขายจากการนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ข้อเสีย
- อัตรากำไรอาจเปลี่ยนแปลงตามต้นทุนการจัดหาและราคาขาย
- ราคาสินค้าและจำนวนสินค้าที่มีจำหน่ายอาจไม่แน่นอน
- ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายต้นทาง
7. แบรนด์ไวท์เลเบิล
ผลิตภัณฑ์ไวท์เลเบิล คือสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทหนึ่ง แล้วนำมาใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของอีกบริษัทหนึ่งเพื่อจำหน่าย โดยส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าทั่วไปที่สามารถปรับบรรจุภัณฑ์ ติดโลโก้ หรือใช้ชื่อแบรนด์ของผู้สั่งซื้อได้
ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปคือ น้ำดื่มที่มีโลโก้ของโรงแรม คลินิกเสริมความงาม หรือธนาคาร รวมถึงสินค้าต่างๆ เช่น ทิชชู่เปียกและร่มกันฝนที่จำหน่ายบริเวณเคาน์เตอร์ชำระเงินในร้าน 7-Eleven ภายใต้แบรนด์ 7-Select
ธุรกิจเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงงานหรือพัฒนากระบวนการผลิตเอง แต่สามารถสั่งซื้อสินค้าสำเร็จรูปจากผู้ผลิต แล้วนำมาติดชื่อหรือโลโก้ของแบรนด์ ก่อนนำไปจำหน่ายหรือแจกให้กับลูกค้า
สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์โดยไม่ต้องลงทุนด้านการผลิตตั้งแต่ต้น ผลิตภัณฑ์ไวท์เลเบิลจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ร่วมกับช่องทางการขายต่างๆ ได้
ข้อดี
- เป็นสินค้าที่ผ่านการผลิตและทดสอบตลาดมาแล้ว
- ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาสินค้า
- สามารถนำสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมมาสร้างเป็นสินค้าในแบรนด์ของตัวเองได้
- ช่วยให้ธุรกิจเริ่มต้นช่องทางการขายสินค้าได้รวดเร็วขึ้น
ข้อเสีย
- สินค้าประเภทเดียวกันอาจมีผู้ขายจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันสูง
- ราคาขายและต้นทุนขึ้นอยู่กับผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายสินค้า
- ความแตกต่างของสินค้าอาจมีจำกัด หากผู้ผลิตหลายแบรนด์ใช้สินค้าพื้นฐานแบบเดียวกัน
💡 เรียนรู้เพิ่มเติม: ดูข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์และแนวทางการทำธุรกิจแบรนด์ไวท์เลเบิล
8. แอปมือถือ
การซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเข้าถึงร้านค้าออนไลน์ผ่านสมาร์ตโฟน คิดเป็นมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านบาท ทำให้การมีแอปพลิเคชันของตัวเองกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางการขายที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์พัฒนาแอปของตัวเองให้ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดหมวดหมู่สินค้าให้ค้นหาได้ง่าย การสะสมคะแนน การมอบคูปอง หรือการนำเสนอโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ดาวน์โหลดแอปและสั่งซื้อผ่านช่องทางการขายนี้โดยเฉพาะ
ข้อดี
- เข้าถึงลูกค้าได้สะดวก: ลูกค้าสามารถเปิดแอปและเลือกซื้อสินค้าได้ทันที โดยไม่ต้องค้นหาร้านค้าผ่านเว็บไซต์ทุกครั้ง
- สร้างการซื้อซ้ำได้ง่าย: สามารถส่งการแจ้งเตือนเกี่ยวกับสินค้า โปรโมชัน หรือสิทธิพิเศษไปยังลูกค้าได้โดยตรง
- สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล: สามารถนำข้อมูลการใช้งานมาปรับการนำเสนอสินค้าและโปรโมชันให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
ข้อเสีย
- มีต้นทุนในการพัฒนา: การสร้างและดูแลแอปพลิเคชันอาจมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
- ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: จำเป็นต้องปรับปรุงระบบและฟังก์ชันให้รองรับเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
- ต้องสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าดาวน์โหลด: หากลูกค้าไม่ได้ใช้แอปเป็นประจำ ช่องทางการขายนี้อาจสร้างผลตอบแทนได้ไม่เต็มที่
9. การขายแบบ B2B
การขายแบบ B2B คือการที่ธุรกิจหนึ่งจำหน่ายสินค้า หรือให้บริการแก่ธุรกิจอีกแห่งหนึ่ง โดยคำสั่งซื้อส่วนใหญ่มักมีปริมาณมากกว่าการขายให้ผู้บริโภคทั่วไป และอาจมีราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่า
ช่องทางการขายแบบ B2B เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มยอดขายจากคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การขายในรูปแบบนี้มักมีขั้นตอนการพิจารณาและอนุมัติที่ซับซ้อนกว่าการขายให้ผู้บริโภคทั่วไป
ข้อดี
- ลูกค้ามีกำลังซื้อสูง: ลูกค้าธุรกิจมักสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมากต่อครั้ง
- มีโอกาสสร้างลูกค้าประจำ: หากสามารถสร้างความสัมพันธ์และให้บริการได้ดี ลูกค้าธุรกิจมีโอกาสกลับมาสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง
- ใช้ความเชี่ยวชาญของทีมขายได้เต็มที่: พนักงานขายสามารถใช้ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายในการหาลูกค้าและปิดการขาย
ข้อเสีย
- ใช้เวลาตัดสินใจนาน: การสั่งซื้อขององค์กรอาจต้องผ่านหลายขั้นตอนและผู้มีอำนาจตัดสินใจหลายคน
- มีต้นทุนในการให้บริการสูงขึ้น: สินค้าหรือบริการสำหรับลูกค้าธุรกิจอาจต้องปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร
- การบริหารคำสั่งซื้อมีความซับซ้อน: คำสั่งซื้อจำนวนมากอาจต้องใช้ระบบและบุคลากรในการจัดการเพิ่มเติม
แบรนด์ Element 72 ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าเอาต์ดอร์และไลฟ์สไตล์ชื่อดังในประเทศไทย เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ใช้ Shopify ขับเคลื่อนยอดขายผ่านร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง ระบบช่วยให้แบรนด์สามารถบริหารสินค้าคงคลัง ควบคุมราคา และสร้างประสบการณ์การซื้อที่สะดวกให้กับทั้งลูกค้าทั่วไปและคู่ค้าทางธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
“Shopify เปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจออนไลน์ของเราไปอย่างสิ้นเชิง” ทีมบริหารร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์แฟชั่นและเอาต์ดอร์ในประเทศไทยกล่าว
“ก่อนหน้านี้ การตรวจสอบสต็อกและการจัดการคำสั่งซื้ออาจมีความล่าช้า เพราะบางขั้นตอนยังต้องดำเนินการด้วยตัวเอง ลูกค้าหรือตัวแทนจำหน่ายจึงต้องสอบถามสถานะสินค้าเข้ามา แต่ปัจจุบัน เมื่อเราใช้ระบบอีคอมเมิร์ซที่ลูกค้าสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ทุกฝ่ายสามารถดูสินค้า ตรวจสอบสต็อกที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ และทำรายการได้ทันที ช่วยให้ประสบการณ์การซื้อสะดวกและราบรื่นขึ้น รวมถึงสร้างความไว้วางใจให้กับแบรนด์ ทำให้ธุรกิจของเรามีความทันสมัยและคล่องตัวมากขึ้น”
มาร์เก็ตเพลส B2B
แพลตฟอร์ม B2B เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงระหว่างโรงงาน ผู้ผลิต หรือผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ กับผู้ซื้อที่ต้องการนำสินค้าไปขายต่อหรือใช้ในธุรกิจ โดยมีระบบช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่การค้นหาสินค้า การเปรียบเทียบราคา การเจรจาเงื่อนไข ไปจนถึงการจัดการคำสั่งซื้อจำนวนมาก
ช่องทางการขายรูปแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงผู้ซื้อจำนวนมากโดยไม่ต้องสร้างเครือข่ายลูกค้าธุรกิจขึ้นมาเองทั้งหมด ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Makro PRO, MyWaWa, Alibaba และ 1688
ข้อดี
- เข้าถึงผู้ซื้อสินค้าส่งจำนวนมากได้
- เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
- แพลตฟอร์มบางแห่งมีบริการจัดเก็บและจัดส่งสินค้าเพิ่มเติม ช่วยลดภาระในการจัดการคำสั่งซื้อ
ข้อเสีย
- มีค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งจากยอดขาย
- ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
- เข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้จำกัด ทำให้การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรงทำได้ยากขึ้น
พาร์ทเนอร์ชิประดับองค์กร
พันธมิตรทางธุรกิจระดับองค์กร คือความร่วมมือระยะยาวระหว่างธุรกิจกับบริษัทอื่น โดยอีกฝ่ายอาจนำสินค้าไปขายต่อ นำไปรวมอยู่ในบริการของตัวเอง หรือใช้ช่องทางการขายและฐานลูกค้าที่มีอยู่เพื่อช่วยกระจายสินค้า
ตัวอย่างเช่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอาจร่วมมือกับเครือโรงแรมเพื่อนำสินค้าไปให้บริการภายในห้องพัก หรือร่วมมือกับบริษัทจัดทำกล่องสมาชิกเพื่อนำสินค้าตัวอย่างไปแจกให้กับสมาชิก
ข้อดี
- เข้าถึงฐานลูกค้าของพันธมิตรได้ทันที
- มีโอกาสสร้างรายได้ระยะยาวและรายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- สามารถสร้างยอดขายจำนวนมากผ่านคำสั่งซื้อครั้งละมากๆ
ข้อเสีย
- ราคาขายต่อหน่วยที่ต่ำลงอาจทำให้อัตรากำไรลดลง
- ควบคุมวิธีการนำเสนอ จำหน่าย หรือทำการตลาดสินค้าได้จำกัด
- หากพึ่งพาพันธมิตรรายใดรายหนึ่งมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับธุรกิจ
“เมื่อคุณได้พาร์ทเนอร์มาร่วมทำโปรเจกต์คอลแลบกันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์และความร่วมมือนั้นไว้ให้ดี”
คุณโน้ต กฤษดา ภควัตสุนทร และคุณเปิ้ล ณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ ผู้ร่วมก่อตั้ง Crybaby อาร์ตทอยสัญชาติไทยที่โด่งดังระดับโลก รวมถึงแบรนด์ไลฟ์สไตล์ไทยอย่าง Mad Matter ซึ่งมีการร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้เคยสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์ไว้ว่า
“คุณต้องรักษาเคมีและความร่วมมือนั้นไว้ตราบเท่าที่คุณยังคงใส่ความตื่นเต้น ความหลงใหล และความทุ่มเทลงไปในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น โดยทั่วไปแล้วมันเป็นงานที่ต้องใช้พลังและเหนื่อยมาก เพราะคุณต้องพยายามบาลานซ์ตัวตนของทั้งสองแบรนด์ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่นั่นแหละคือส่วนที่สนุกและน่าตื่นเต้นที่สุดของการทำธุรกิจ”
10. พาร์ทเนอร์ด้านช่องทางการขาย
พันธมิตรด้านช่องทางการขาย คือการร่วมมือกับบริษัท ผู้สร้างเนื้อหา หรือบุคคลภายนอก เพื่อช่วยนำเสนอและจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาจร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียให้ช่วยแนะนำสินค้า โดยผู้ร่วมงานอาจได้รับส่วนลด ค่าตอบแทน หรือค่าคอมมิชชันจากยอดขายที่เกิดขึ้น ขณะที่แบรนด์ได้ประโยชน์จากฐานผู้ติดตามและความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้น
ช่องทางการขายรูปแบบนี้ช่วยให้ธุรกิจขยายการเข้าถึงลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างฐานผู้ติดตามขึ้นมาเองทั้งหมด
ข้อดี
- พันธมิตรมีความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ติดตามอยู่แล้ว
- ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่
- สามารถลดต้นทุนในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเมื่อเทียบกับการทำการตลาดด้วยตัวเองทั้งหมด
ข้อเสีย
- หากพันธมิตรสื่อสารข้อมูลผิดพลาด อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
- ธุรกิจอาจเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้น้อยกว่าการขายผ่านช่องทางการขายของตัวเอง
- ค่าคอมมิชชันหรือส่วนลดที่ต้องจ่ายให้พันธมิตรอาจกระทบต่อกำไร
11. โปรแกรมแอฟฟิลิเอต
โปรแกรมแอฟฟิลิเอต คือรูปแบบการขายที่ให้รางวัลแก่ผู้สร้างเนื้อหา ผู้มีอิทธิพลทางความคิด หรือลูกค้าที่ช่วยแนะนำสินค้าและสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ โดยผู้แนะนำจะได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อมีลูกค้าซื้อสินค้าผ่านลิงก์หรือรหัสแนะนำของตน
ช่องทางการขายนี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขยายการเข้าถึงสินค้าโดยใช้เครือข่ายของผู้สร้างเนื้อหา และมีข้อได้เปรียบตรงที่ธุรกิจสามารถจ่ายค่าตอบแทนตามยอดขายที่เกิดขึ้นจริง
ข้อดี
- ขยายช่องทางการขายได้ง่ายผ่านเครือข่ายผู้สร้างเนื้อหา
- ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เพราะจ่ายค่าคอมมิชชันเมื่อเกิดยอดขาย
- เพิ่มความน่าเชื่อถือจากการที่บุคคลอื่นช่วยแนะนำสินค้า
ข้อเสีย
- อาจพบปัญหาการทุจริตหรือการใช้งานโปรแกรมไม่ตรงตามเงื่อนไข
- หากไม่มีระบบติดตามที่เหมาะสม อาจตรวจสอบแหล่งที่มาของยอดขายได้ยาก
- ธุรกิจควบคุมวิธีการนำเสนอสินค้าและแบรนด์ของผู้แนะนำได้จำกัด
ตัวอย่างเช่น แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารสำเร็จรูปของไทยอย่าง มาม่า หรือแบรนด์รุ่นใหม่อย่าง เส้นหมี่ไก่ฉีก เอมิลี่ (Emily's) มีการใช้โปรแกรมแนะนำสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop และ Shopee
ทีมงานสามารถใช้ระบบพันธมิตรเพื่อค้นหาผู้สร้างเนื้อหาและผู้มีอิทธิพลทางความคิดรายใหม่ๆ พร้อมส่งตัวอย่างสินค้าให้ทดลองและรีวิว จากนั้นใช้ระบบหลังบ้านติดตามยอดขายที่เกิดจากผู้แนะนำแต่ละรายได้
ช่องทางการขายผ่านผู้แนะนำรูปแบบนี้ช่วยให้แบรนด์กระจายสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างยอดขายจำนวนมากได้โดยไม่ต้องลงทุนด้านการโฆษณาเพียงอย่างเดียว
12. ไลฟ์สตรีมช้อปปิ้ง
การไลฟ์สดเพื่อขายสินค้า หรือไลฟ์คอมเมิร์ซ คือการนำเสนอและจำหน่ายสินค้าผ่านการถ่ายทอดสด ลูกค้าสามารถรับชมการสาธิตสินค้า สอบถามรายละเอียด พูดคุยกับผู้ขาย และสั่งซื้อสินค้าได้ในระหว่างการไลฟ์
ช่องทางการขายรูปแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าแบบทันที โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องอาศัยการสาธิต การรีวิว หรือการตอบคำถามก่อนตัดสินใจซื้อ โดยผู้ทำธุรกิจสามารถจัดไลฟ์ผ่านระบบจัดการการขายระหว่างไลฟ์ที่ช่วยรับคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ เช่น Shoplus หรือ CF Slam
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop, Shopee Live และ Lazada Live รวมถึง Facebook และ Instagram ต่างก็มีระบบถ่ายทอดสดเป็นของตัวเอง ผู้ขายสามารถนำสินค้ามาแสดงระหว่างการไลฟ์ และปักหมุดสินค้าให้ลูกค้ากดดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ทันที
ข้อดี
- ตอบคำถามและข้อสงสัยของลูกค้าได้ทันที
- สร้างความสัมพันธ์และความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับผู้ชม
- เหมาะกับสินค้าที่ต้องการสาธิตวิธีใช้หรือแสดงรายละเอียดให้เห็นจริง
- สามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อด้วยโปรโมชันเฉพาะระหว่างการไลฟ์
ข้อเสีย
- ต้องมีผู้ดำเนินรายการที่สามารถดึงดูดและรักษาความสนใจของผู้ชม
- ต้องเตรียมเนื้อหา สินค้า และตารางการไลฟ์ล่วงหน้า
- การไลฟ์อย่างต่อเนื่องต้องใช้ทั้งเวลา ทีมงาน และทรัพยากร
13. Conversational Commerce
การขายผ่านการพูดคุย คือการใช้ช่องทางสนทนา เช่น แชทสดบนเว็บไซต์ โปรแกรมตอบแชทอัตโนมัติ แอปพลิเคชันส่งข้อความ หรือข้อความส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย เพื่อช่วยให้ธุรกิจพูดคุยกับลูกค้าและนำไปสู่การขาย
ช่องทางการขายรูปแบบนี้แตกต่างจากการไลฟ์สดตรงที่เป็นการสื่อสารแบบตัวต่อตัว จึงเหมาะกับการตอบคำถามที่ลูกค้ายังสงสัย การช่วยเลือกสินค้า การให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล รวมถึงการติดตามลูกค้าหลังการขาย
ลูกค้ามักใช้ช่องทางการขายผ่านการพูดคุยในช่วงท้ายของกระบวนการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะเมื่อต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนกดสั่งซื้อ เช่น รายละเอียดสินค้า ขนาด สี วิธีใช้งาน หรือเงื่อนไขการจัดส่ง
ข้อดี
- ช่วยตอบข้อสงสัยและลดความลังเลก่อนตัดสินใจซื้อ
- สามารถปรับคำแนะนำให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน
- ใช้ดูแลลูกค้าหลังการขาย รวมถึงนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องหรือสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น
- ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้โดยตรง
ข้อเสีย
- ลูกค้าคาดหวังให้ตอบกลับอย่างรวดเร็ว
- หากมีลูกค้าจำนวนมาก อาจต้องใช้พนักงานหลายคนในการดูแล
- หากไม่มีระบบช่วยตอบอัตโนมัติ การบริหารช่องทางการขายนี้อาจใช้เวลาและทรัพยากรสูง
ตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้หลายช่องทางการขาย
ช่องทางการขายแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับการเข้าถึงลูกค้าที่แตกต่างกัน หากธุรกิจเลือกใช้เพียงช่องทางเดียว ก็อาจจำกัดโอกาสในการเติบโตและทำให้ต้องพึ่งพาช่องทางนั้นมากเกินไป
ในทางกลับกัน การใช้กลยุทธ์หลายช่องทางการขายช่วยให้ธุรกิจกระจายแหล่งรายได้ เข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม และสามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ของแต่ละช่องทางเพื่อจัดสรรทรัพยากรไปยังช่องทางที่สร้างผลลัพธ์ได้ดีที่สุด
ต่อไปนี้คือตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้ Shopify ร่วมกับช่องทางการขายหลากหลายรูปแบบ และสามารถนำแต่ละช่องทางมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
แบรนด์เสื้อยืดพิมพ์ลายและของสะสม: โมเดลอีคอมเมิร์ซ ค้าปลีก และค้าส่ง
แพง รพีพร สุสถิตย์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นไทยชื่อดัง GENTLEWOMAN เลือกใช้ช่องทางการขายที่หลากหลาย ทั้งการขายออนไลน์ หน้าร้านค้าปลีกตามห้างสรรพสินค้า การเปิดร้านชั่วคราว และการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยมองว่าการกระจายช่องทางการขายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจและเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
นับตั้งแต่เริ่มต้นทำแบรนด์ GENTLEWOMAN พบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคและปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาวะเศรษฐกิจ หรือจำนวนคนที่เดินห้าง ล้วนส่งผลต่อยอดขายในแต่ละช่องทางการขายแตกต่างกันออกไป
"ช่วงแรกเราโตมาจากช่องทางออนไลน์อย่าง IG และเว็บไซต์เป็นหลัก แต่พอแบรนด์เริ่มติดตลาด การเปิดหน้าร้านปลีกและร้านชั่วคราวตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำกลับกลายเป็นช่องทางการขายที่สร้างยอดขายมหาศาล และช่วยให้ลูกค้าได้สัมผัสแบรนด์โดยตรง แต่พอเจอช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่หน้าร้านต้องปิดชั่วคราว ยอดขายก็พลิกกลับมาโตที่ช่องทางออนไลน์และโซเชียลคอมเมิร์ซอีกครั้ง"
การไม่พึ่งพาช่องทางการขายใดช่องทางการขายหนึ่งมากเกินไป ทำให้ GENTLEWOMAN สามารถปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาด การกระจายช่องทางการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า จึงเป็นทั้งเกราะป้องกันความเสี่ยงและปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
Rally Movement: มาร์เก็ตเพลสออนไลน์
เคสศึกษาจาก Rally Movement แบรนด์แฟชั่นไทยรุ่นใหม่ที่ใช้กลยุทธ์การขายผ่านหลายช่องทางควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของแบรนด์เอง โซเชียลคอมเมิร์ซอย่าง Instagram และ TikTok Shop รวมถึงมาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee
ในทางปฏิบัติ การบริหารหลายช่องทางการขายทำให้แบรนด์ต้องปรับจุดเน้นและวิธีการทำตลาดให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละแพลตฟอร์ม
"การเปิดหลายช่องทางช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น แต่ในความเป็นจริง แต่ละช่วงเวลาเราอาจจะต้องเทน้ำหนักให้แต่ละแพลตฟอร์มไม่เท่ากัน เช่น ช่วงมีแคมเปญวันเลขเบิ้ล หรือวันเงินเดือนออก ทีมงานต้องทุ่มทรัพยากรไปกับการทำไลฟ์สดบน Shopee และ TikTok Shop เพื่อรองรับความต้องการซื้อและโค้ดส่วนลด ขณะเดียวกันก็ยังต้องคอยอัปเดตลุคใหม่ๆ บน Instagram เพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์และดึงลูกค้ากลับมาที่เว็บไซต์หลัก"
การทดลองขายและเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าจากหลายช่องทางการขาย ช่วยให้แบรนด์เห็นข้อมูลจริงว่า ลูกค้ากลุ่มใดมีแนวโน้มซื้อผ่านช่องทางไหน ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้วางแผนสต็อกสินค้าและจัดสรรงบการตลาดได้อย่างเหมาะสม พร้อมลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางการขายหรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งมากเกินไป
รวมทุกช่องทางการขายไว้ที่เดียวของ Siamaya Chocolate
Siamaya Chocolate (สยามมายา) แบรนด์คราฟต์ช็อกโกแลตไทยชื่อดังจากเชียงใหม่ ซึ่งนำโกโก้จากเกษตรกรไทยมาแปรรูป มีรูปแบบการสร้างรายได้ผ่าน 3 ช่องทางการขายหลัก ได้แก่
- ขายตรงถึงผู้บริโภค: จำหน่ายสินค้าผ่านหน้าร้านของตัวเองและเว็บไซต์ออนไลน์
- ขายให้กับธุรกิจ: จำหน่ายวัตถุดิบโกโก้และช็อกโกแลตแท่งให้ร้านกาแฟ โรงแรม และคาเฟ่ต่างๆ
- ตัวแทนจำหน่าย: วางขายผ่านตัวแทน ร้านค้าปลีกด้านสุขภาพ และร้านของฝากทั่วประเทศ
เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ความท้าทายสำคัญของการบริหารหลายช่องทางการขายคือ ความซับซ้อนในการจัดการคำสั่งซื้อและสต็อกสินค้า หากแยกระบบระหว่างการขายปลีกกับการขายส่ง อาจทำให้เกิดงานที่ต้องดำเนินการด้วยมือซ้ำซ้อน และเพิ่มความเสี่ยงที่ข้อมูลสต็อกจะคลาดเคลื่อน
การนำระบบบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ เช่น การเชื่อมระบบร้านค้าออนไลน์เข้ากับระบบจัดการธุรกิจและคลังสินค้า ช่วยให้คำสั่งซื้อ ข้อมูลลูกค้าทั้งกลุ่มผู้บริโภคและลูกค้าธุรกิจ รวมถึงข้อมูลสต็อกสินค้าเชื่อมต่อกันอยู่ในระบบเดียว ทำให้แบรนด์ลดเวลาและต้นทุนในการดูแลระบบหลังบ้าน และสามารถขยายช่องทางการขายไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
วิธีสร้างกลยุทธ์การขายหลายช่องทาง
ช่องทางการขายแต่ละช่องทางควรทำงานร่วมกันและสนับสนุนสินค้าหลักของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาจสร้างยอดขายหลักผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ใช้ Instagram เพื่อจัดโปรโมชันระบายสินค้าคงคลังหรือดึงลูกค้ากลับมายังเว็บไซต์
ต่อไปนี้คือ 5 เคล็ดลับสำหรับการบริหารช่องทางการขายแบบหลายช่องทาง
1. จัดลำดับความสำคัญของช่องทางการขายตามความสามารถในการทำกำไร
ก่อนขยายไปยังช่องทางการขายใหม่ ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าธุรกิจต้องการอะไรจากการเพิ่มช่องทางนั้น เพราะเป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดทั้งช่องทางที่ควรเลือกและวิธีดำเนินงาน
ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายคือการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด อาจเลือกช่องทางการขายที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มสร้างฐานลูกค้าขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
การขายหลายช่องทางอย่างมีประสิทธิภาพจึงควรเริ่มจากการพิจารณาว่า ช่องทางใดเหมาะกับธุรกิจมากที่สุด โดยดูจากปัจจัยสำคัญ เช่น
- กลุ่มเป้าหมายใช้เวลาอยู่ที่ช่องทางใด
- ช่องทางใดมีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำที่สุด
- คู่แข่งกำลังทำตลาดอยู่ในช่องทางใด
- ช่องทางใดมีศักยภาพในการสร้างยอดขายและกำไร
ตัวอย่างเช่น การนำสินค้าไปขายผ่านมาร์เก็ตเพลสอย่าง Amazon, Etsy, eBay, Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop อาจเป็นก้าวต่อไปที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ต้องการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่
เมื่อช่องทางการขายหนึ่งสามารถสร้างยอดขายและกำไรได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว จึงค่อยจัดลำดับความสำคัญของช่องทางอื่นๆ ตามมา โดยนำสิ่งที่ได้ผลไปต่อยอดและโยกทรัพยากรออกจากช่องทางที่ทำผลงานได้ไม่ดี
💡 อ่านคู่มือ Shopify เพื่อดูเคล็ดลับในการขายบน Etsy และวิธีการขายบน eBay
2. สร้างกลยุทธ์ที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละช่องทางการขาย
ช่องทางการขายแต่ละประเภทมีลักษณะและพฤติกรรมของลูกค้าแตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้วิธีการขายแบบเดียวกันทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น วิธีดึงดูดลูกค้าให้ชมเนื้อหาและกดสั่งซื้อบน TikTok Shop ย่อมแตกต่างจากวิธีดึงลูกค้าให้เดินเข้ามาทดลองสินค้าที่หน้าร้านค้าปลีก
นอกจากนี้ ควรปรับรายละเอียดสินค้าและข้อความทางการตลาดให้เหมาะกับพฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละช่องทางด้วย เช่น หากขายผ่านเว็บไซต์ของแบรนด์เอง อาจเน้นเรื่องความน่าเชื่อถือ บริการหลังการขาย หรือสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก
ในขณะที่การขายผ่าน Shopee หรือ Lazada ซึ่งลูกค้าคุ้นเคยกับการจัดส่งที่รวดเร็วอยู่แล้ว อาจเน้นส่วนลดพิเศษ โค้ดส่งฟรี หรือจุดเด่นของสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่งในมาร์เก็ตเพลส
3. จัดการสต็อกสินค้าและการดำเนินการคำสั่งซื้อ
เมื่อธุรกิจขยายไปยังช่องทางการขายที่หลากหลายขึ้น จำเป็นต้องมีระบบที่เหมาะสมสำหรับการจัดการสต็อกสินค้าและการจัดส่งคำสั่งซื้อ เพราะการเพิ่มช่องทางการขายมักมาพร้อมกับจำนวนคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น
ธุรกิจจึงต้องมั่นใจว่ามีสินค้าเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการ และสามารถจัดการคำสั่งซื้อจากทุกช่องทางได้ทันเวลา หากปริมาณงานเพิ่มขึ้นมาก อาจจำเป็นต้องจ้างพนักงานเพิ่มเติมหรือใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกเพื่อช่วยจัดการคำสั่งซื้อและการจัดส่ง
💡 เคล็ดลับ: Shopify ช่วยรวมช่องทางการขายต่างๆ ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ข้อมูลสต็อกสินค้า คำสั่งซื้อ และลูกค้าจากแต่ละช่องทางจะถูกรวมไว้ในระบบเดียว ช่วยให้ธุรกิจบริหารสต็อกได้ง่ายขึ้น ลดความผิดพลาด และติดตามการขายจากทุกช่องทางได้อย่างเป็นระบบ
4. รับประกันคุณภาพการบริการลูกค้าทั่วทั้งช่องทางการขาย
เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น จำนวนคำถามและคำขอความช่วยเหลือจากลูกค้าก็มักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ธุรกิจจึงควรเตรียมระบบบริการลูกค้าที่สามารถรองรับคำถามจากหลายช่องทางการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาจเลือกใช้พนักงานดูแลลูกค้าโดยเฉพาะ หรือใช้แอปสำหรับบริหารงานบริการลูกค้าหลายช่องทางจาก Shopify App Store เช่น Gorgias และ Tidio
5. ติดตามยอดขายและการวิเคราะห์
ช่องทางการขายใหม่อาจต้องใช้เวลาในการสร้างฐานลูกค้าและเติบโต จึงควรติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่าช่องทางนั้นสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่
หากพบว่าช่องทางใดมียอดขายต่ำกว่าที่คาดไว้ อาจทดลองทำแคมเปญการตลาดเฉพาะช่องทางเพื่อกระตุ้นยอดขาย หรือเพิ่มการรับรู้ให้ลูกค้ารู้จักช่องทางการขายนั้นมากขึ้น
กลยุทธ์ช่องทางการขาย: สร้างแนวทางการขายหลายช่องทาง
การวางกลยุทธ์ช่องทางการขายที่ชัดเจนช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายตัวได้อย่างเป็นระบบ ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการบริหารหลายช่องทางพร้อมกัน
ความท้าทายทั่วไปของการขายหลายช่องทางและวิธีแก้ไข
การเพิ่มช่องทางการขายมาพร้อมกับความท้าทายหลายด้าน ดังนี้
- ข้อจำกัดด้านทรัพยากร: แต่ละช่องทางการขายต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการตั้งค่า ดูแล และทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจกลายเป็นภาระได้อย่างรวดเร็ว วิธีที่เหมาะสมคือเริ่มจากช่องทางที่มีศักยภาพสูงก่อน แล้วค่อยขยายไปยังช่องทางอื่นเมื่อระบบเริ่มลงตัว
- ความสม่ำเสมอของแบรนด์: แต่ละแพลตฟอร์มมีรูปแบบการนำเสนอสินค้าที่แตกต่างกัน หากสื่อสารไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ยาก ธุรกิจจึงควรกำหนดจุดเด่นของแบรนด์ น้ำเสียงในการสื่อสาร และแนวทางการใช้ภาพให้ชัดเจน แล้วนำไปใช้กับทุกช่องทางการขาย
- การจัดการสต็อกสินค้า: เมื่อมีสินค้าถูกขายผ่าน TikTok เว็บไซต์ และ Amazon พร้อมกัน ธุรกิจต้องรู้ว่ามีสินค้าเหลืออยู่เท่าใดสำหรับช่องทางอื่นๆ การใช้ระบบจัดการสต็อกแบบรวมศูนย์ช่วยให้เห็นจำนวนสินค้าที่พร้อมขายในแต่ละช่องทางแบบเรียลไทม์ และช่วยลดปัญหาสินค้าหมดโดยไม่รู้ตัว
ซิงก์ข้อมูลสต็อกสินค้าไปยังทุกช่องทางการขายผ่าน Shopify
การวัด ROI ของช่องทางการขาย
ไม่ใช่ทุกช่องทางการขายที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีเท่ากัน ธุรกิจจึงควรวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแต่ละช่องทางด้วยตัวชี้วัดสำคัญ เช่น
- ต้นทุนการหาลูกค้า: ต้องใช้เงินเท่าใดในการหาลูกค้าใหม่ผ่านแต่ละช่องทาง ช่องทางที่มีต้นทุนต่ำแต่สามารถสร้างยอดขายได้ดี ย่อมมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่า
- มูลค่าตลอดอายุลูกค้า: พิจารณาว่าลูกค้าแต่ละรายสร้างรายได้ให้ธุรกิจมากเพียงใดตลอดระยะเวลาที่ซื้อสินค้ากับแบรนด์ และนำมาเปรียบเทียบกับต้นทุนในการหาลูกค้า
- อัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นผู้ซื้อ: เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เข้ามาผ่านช่องทางการขายแล้วดำเนินการตามเป้าหมาย เช่น ซื้อสินค้า หากร้านค้าออนไลน์ของคุณมีอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าต่ำ ควรปรับตามแนวทาง CRO เช่น เพิ่มความเร็วของหน้าเว็บ ทำให้เมนูและการนำทางใช้งานง่ายขึ้น และใช้ภาพสินค้าที่มีคุณภาพ
- อัตราการรักษาลูกค้า: ลูกค้าจากช่องทางใดมีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำมากที่สุด ข้อมูลนี้ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าควรลงทุนกับช่องทางการขายใดในระยะยาว
ลูกค้าในปัจจุบันมักสลับไปมาระหว่างหลายช่องทางตลอดเส้นทางการซื้อ อาจเริ่มรู้จักแบรนด์ผ่าน TikTok Shop เข้าชมไลฟ์สด ได้รับข้อความติดตามเกี่ยวกับสินค้าที่สนใจ แล้วตัดสินใจซื้อผ่านเว็บไซต์ของแบรนด์
ดังนั้น การติดตามเส้นทางของลูกค้าจากหลายช่องทางการขายจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าช่องทางใดมีบทบาทในการสร้างการรับรู้ กระตุ้นการตัดสินใจ และปิดการขาย
ทำไมร้านค้าออนไลน์จึงควรเป็นศูนย์กลางช่องทางการขาย
การเริ่มต้นด้วยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซช่วยให้ธุรกิจวางรากฐานของแบรนด์ได้อย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาสินค้า การสร้างฐานลูกค้า และการกำหนดทิศทางธุรกิจ ก่อนขยายไปยังช่องทางการขายตรงและช่องทางการขายทางอ้อมอื่นๆ
หากปัจจุบันธุรกิจมีช่องทางการขายอื่นอยู่แล้ว เช่น มาร์เก็ตเพลสหรือโซเชียลมีเดีย การมีร้านค้าออนไลน์ของตัวเองก็ยังมีประโยชน์ในหลายด้าน
ความสะดวกในการใช้งาน
โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น หากธุรกิจยังอยู่ระหว่างพัฒนาสินค้า การสร้างร้านค้าออนไลน์ก่อน แล้วค่อยเชื่อมต่อกับช่องทางการขายอื่นๆ เมื่อพร้อมขยายธุรกิจ อาจช่วยให้บริหารจัดการได้ง่ายกว่า
การเข้าสู่มาร์เก็ตเพลสบางแห่งยังต้องเตรียมข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วนและถูกต้องตั้งแต่แรก เช่น รายละเอียดสินค้า รูปภาพ ราคา และรหัสสินค้า แม้ธุรกิจจะยังอยู่ในช่วงทดลองและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ก็ตาม
สร้างระบบธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง
ลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องสินค้าที่เลือกซื้อและช่องทางการขายที่ใช้ แพลตฟอร์มภายนอกเองก็อาจมีการเปลี่ยนนโยบาย ปรับระบบ หรือเปลี่ยนอัลกอริทึม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการเข้าถึงลูกค้าและยอดขาย
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงไม่ควรพึ่งพาช่องทางการขายใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองช่วยให้ธุรกิจมีศูนย์กลางสำหรับเชื่อมต่อช่องทางการขายต่างๆ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถควบคุมแบรนด์และบริหารข้อมูลลูกค้าได้มากขึ้น
Shopify ช่วยให้ธุรกิจเชื่อมต่อช่องทางการขายต่างๆ เข้ากับร้านค้าออนไลน์ได้ ทำให้สามารถขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม เว็บไซต์ และช่องทางต่างๆ ได้ โดยมีระบบหลักสำหรับบริหารจัดการอยู่ในที่เดียว
ข้อจำกัดของการขายผ่านแพลตฟอร์มภายนอก
เมื่อขายผ่านมาร์เก็ตเพลสหรือแพลตฟอร์มภายนอก ธุรกิจต้องปฏิบัติตามกฎและรูปแบบการนำเสนอสินค้าที่แพลตฟอร์มกำหนด นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าและการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง ลูกค้าอาจจดจำแพลตฟอร์มมากกว่าตัวแบรนด์ ทำให้ธุรกิจสร้างความแตกต่างจากร้านอื่นที่ขายสินค้าคล้ายกันได้ยาก
โดยรวมแล้ว การขายผ่านมาร์เก็ตเพลสเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างการเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนมากกับการควบคุมแบรนด์และข้อมูลลูกค้าที่ลดลง ดังนั้น การมีเว็บไซต์ของตัวเองควบคู่กับช่องทางการขายอื่นๆ จึงช่วยสร้างความสมดุลให้กับธุรกิจได้
ตัวอย่าง แบรนด์เครื่องสำอางไทยยอดนิยมอย่าง 4U2 แม้จะมียอดขายบนมาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee และ Lazada แต่การมี เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเอง ก็ช่วยให้แบรนด์สามารถนำเสนอสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ระบบสะสมคะแนน และภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องทางการขายของแพลตฟอร์มกลางเพียงอย่างเดียว
การสร้างเรื่องราวแบรนด์
เว็บไซต์ของแบรนด์เปรียบเสมือนพื้นที่ที่ธุรกิจสามารถถ่ายทอดตัวตนได้อย่างอิสระ ตั้งแต่การออกแบบหน้าร้าน รูปภาพ สีสัน ไปจนถึงเรื่องราวของสินค้า ซึ่งแตกต่างจากมาร์เก็ตเพลสและโซเชียลมีเดียที่มีรูปแบบและข้อจำกัดของตัวเอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแบรนด์ Garnet San ที่ต่อยอดความเชี่ยวชาญจากงานสิ่งทอ และตัดสินใจสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตัวเองเมื่อเปิดตัวสินค้ากลุ่มใหม่ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
"เมื่อเราต้องการสร้างแบรนด์ใหม่ที่มีทิศทางและกลุ่มเป้าหมายต่างออกไป การสร้างเว็บไซต์ของตัวเองช่วยให้เราออกแบบประสบการณ์การช้อปปิ้งและสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างอิสระ ตั้งแต่โทนสี อารมณ์ ไปจนถึงการจัดวางรูปภาพ ความอิสระในการออกแบบหน้าร้านนี้เอง คือหัวใจสำคัญในการสร้างคุณค่าและทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ในระยะยาว"
วิธีตั้งค่าช่องทางการขายในร้าน Shopify
การจัดการช่องทางการขายผ่านร้าน Shopify ช่วยให้ธุรกิจรวบรวมและบริหารช่องทางต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในระบบเดียว Shopify รองรับการเชื่อมต่อกับช่องทางการขายหลากหลายประเภท โดยสามารถตั้งค่าช่องทางการขายเพิ่มเติมได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ไปที่แดชบอร์ดของร้าน จากเมนูด้านซ้ายจะเห็นหัวข้อ "ช่องทางการขาย" พร้อมลูกศรอยู่ด้านข้าง ให้เลือกเมนูดังกล่าว

2. จากนั้นจะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมา หากต้องการค้นหาช่องทางการขายที่เพิ่มไว้แล้ว ให้พิมพ์ชื่อช่องทางในแถบค้นหา หากต้องการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ ให้เลือกจากแอปที่แนะนำ หรือคลิก "ช่องทางการขายที่แนะนำทั้งหมด"

3. หากไม่พบช่องทางการขายที่ต้องการในรายการ ให้เลือก "Shopify App Store" ที่ด้านล่างของหน้าต่าง จากนั้นเข้าไปที่ Shopify App Store เพื่อค้นหาแอปช่องทางการขายที่ต้องการเพิ่ม คลิกแอปที่สนใจ แล้วเลือก "เพิ่มแอป"
💡 นี่คือแอปที่ดีที่สุด ดูแอปที่เหมาะสำหรับเพิ่มช่องทางการขายในร้านค้า Shopify
การสร้างธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นด้วยหลายช่องทางการขาย
ลองนึกภาพว่าช่องทางการขายแต่ละช่องทางเป็นกุญแจคนละดอก แม้แต่ละดอกจะใช้เปิดประตูที่แตกต่างกัน แต่หากมีเพียงกุญแจดอกเดียว ก็จะเปิดประตูได้เพียงบานเดียว
การมีระบบร้านค้าออนไลน์ที่ยืดหยุ่นจึงเปรียบเสมือนการมีพวงกุญแจที่สามารถรองรับกุญแจหลายดอกได้ เมื่อธุรกิจต้องการขยายไปยังช่องทางการขายใหม่ ก็สามารถเชื่อมต่อเพิ่มได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด
ด้วย Shopify ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อช่องทางการขายต่างๆ เข้ากับร้านค้าออนไลน์และจัดการข้อมูลสำคัญจากระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นสินค้า คำสั่งซื้อ หรือข้อมูลลูกค้า ช่วยให้แต่ละช่องทางการขายทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันธุรกิจก็ยังสามารถควบคุมแบรนด์และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับช่องทางการขาย
ตัวอย่างของช่องทางการขายคืออะไร
ตัวอย่างช่องทางการขายที่นิยมในไทย ได้แก่ Amazon, eBay, Shopee, TikTok Shop และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของแบรนด์เอง โดย Shopee ถือเป็นมาร์เก็ตเพลสออนไลน์หลักที่รวมสินค้าหลากหลาย ส่วน TikTok Shop คือแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนการขายผ่านคอนเทนต์และความบันเทิง
ช่องทางการขายที่พบบ่อยที่สุดคือช่องทางไหน
ช่องทางการขายที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่
- ร้านค้าออนไลน์
- ตลาดออนไลน์แบบดั้งเดิม (เช่น Amazon, eBay, Shopee, TikTok Shop)
- โซเชียลมีเดีย
- ร้านค้าปลีก (ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร)
- ขายส่ง
- อีเมลมาร์เก็ตติ้ง
- การขายแบบ B2B
ช่องทางการขายมีกี่ประเภท
ช่องทางการขายมี 3 ประเภทหลัก
- ช่องทางตรง เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือร้านค้าปลีก
- ช่องทางอ้อม เช่น แพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซและมาร์เก็ตเพลส
- ช่องทางการจัดจำหน่าย เช่น ดรอปชิปหรือพิมพ์ตามสั่ง
ช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคืออะไร
ร้านค้าอีคอมเมิร์ซแบบขายตรงถึงผู้บริโภค (DTC) มักเป็นช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะควบคุมวิธีการขายสินค้าได้เต็มที่ เข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ และไม่ต้องแบ่งกำไรให้ใคร
ช่องทางการขายดิจิทัลคืออะไร
ช่องทางการขายดิจิทัลหมายถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ธุรกิจใช้ขายสินค้า ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ แอปมือถือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อีเมลมาร์เก็ตติ้ง รวมถึงมาร์เก็ตเพลส B2B

