เมื่อ TikTok คือช่องทางที่ขาดไม่ได้ในกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลปี 2027 ด้วยฐานผู้ใช้งานรายเดือนทั่วโลกที่จวนเจียนจะ 2 พันล้านคนเข้าเต็มที และผู้ใช้งานกว่าอีก 39% ที่ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการหลังจากเห็นบน TikTok แพลตฟอร์มนี้จึงไม่ได้มีแค่มีมกับชาเลนจ์เต้นอีกต่อไป
TikTok กลายมาเป็นเครื่องมือสำหรับการค้นพบแบรนด์และช้อปปิ้งที่ทรงพลังโดยเฉพาะกับธุรกิจที่กำลังเติบโต เมื่อผู้ใช้ TikTok ที่ถูกสำรวจถึง 70% กล่าวว่าเคยค้นพบแบรนด์ใหม่ผ่านแพลตฟอร์มนี้
หากเป้าหมายคือการเชื่อมต่อกับกลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha การลงทุนงบโฆษณาใน TikTok ก็นับเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด โดยคู่มือนี้จะพาไปเรียนรู้วิธีสร้างโฆษณาให้มีประสิทธิภาพ ใช้งาน Ads Manager อย่างมือโปร และลงมือทำตามแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากงบโฆษณา (Return of Ad Spend หรือ ROAS) ให้ได้มากที่สุด
ตัวอย่างเช่น Caseharden แบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับแฟชั่นสัญชาติไทย ที่เริ่มสร้างบัญชีแบรนด์และโพสต์วิดีโอบน TikTok อย่างสม่ำเสมอ จนภายใน 1 ปี รายได้จาก TikTok คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ออนไลน์ทั้งหมดของแบรนด์ ก่อนจะต่อยอดด้วยโฆษณาและ TikTok Shop ซึ่งช่วยให้แบรนด์ขยายฐานผู้ชม เพิ่มผู้ติดตาม และสร้างยอดขายผ่านแพลตฟอร์มได้มากขึ้น
โฆษณา TikTok คืออะไร?
โฆษณา TikTok คือคอนเทนต์แบบชำระเงินที่แทรกตัวอยู่ในฟีดวิดีโอสั้นของผู้ใช้ได้อย่างแนบเนียน โดยโฆษณาเหล่านี้อาจมีหลายรูปแบบ เช่น วิดีโอในฟีด, วิดีโอต้นฟีด, แฮชแท็กชาเลนจ์แบบติดแบรนด์ หรือเอฟเฟกต์ที่ได้รับการสนับสนุน
แบรนด์ที่ลงโฆษณาบน TikTok สามารถเลือกกำหนดเป้าหมายได้ตามกลุ่มประชากร ความสนใจ และพฤติกรรม เพื่อเข้าถึงกลุ่มที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ซึ่งโฆษณา TikTok จะช่วยให้ธุรกิจมีส่วนร่วมกับผู้ใช้งานจำนวนมากของแพลตฟอร์มได้ สร้างการรับรู้ ความผูกพัน และทำให้ยอดขายเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตามการทำโฆษณาบน TikTok อาจเป็นเรื่องท้าทาย เมื่อผู้ชมเลื่อนฟีดเร็วและมีคอนเทนต์ให้เลือกมาก โฆษณาจึงต้องดึงดูดสายตาได้ภายในไม่กี่วินาทีแรก แต่ก็ยังต้องดูเป็นธรรมชาติสไตล์ TikTok ด้วย ทั้งนี้การใช้วิดีโอแนวตั้ง, เทรนด์ในแอป, แฮชแท็กที่เหมาะสม รวมถึงคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง (User Generated Content หรือ UGC) จะช่วยให้แคมเปญดูจริงใจและเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น
TikTok GMV Max คืออะไร?
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 เป็นต้นมา TikTok Shop Ads ใช้ระบบ GMV Max ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ดำเนินการด้วย AI ในการช่วยจัดการแคมเปญโฆษณาที่พาผู้ชมไปยังร้านค้าในแอป TikTok แทนการพาไปยังเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซภายนอก
เป้าหมายของ GMV Max คือการเพิ่ม GMV หรือ Gross Merchandise Value (ยอดขายรวมก่อนหักค่าโฆษณา) ให้ได้มากที่สุด และเมื่อผู้ประกอบการกำหนดงบรายวัน เป้าหมาย ROI และสินค้าที่ต้องการโปรโมตได้แล้ว ระบบของ TikTok ก็จะสามารถช่วยคำนวณทิศทางครีเอทีฟ กลุ่มเป้าหมาย และการกระจายงบที่เหมาะสมที่สุดได้
โดยแคมเปญ GMV Max มีอยู่ 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- Product GMV Max: โปรโมตสินค้าที่เลือกไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ของ TikTok ที่เชื่อมต่อกับ TikTok Shop
- LIVE GMV Max: โปรโมตไลฟ์ช้อปปิ้งและดึงทราฟฟิกเข้าสู่ TikTok LIVE
นอกจากนี้สำหรับร้านค้าที่ใช้ Shopify ผู้ประกอบการยังจะสามารถซิงก์แค็ตตาล็อกสินค้า สต๊อก และรายละเอียดคำสั่งซื้อระหว่าง Shopify กับ TikTok Shop ได้ ช่วยให้การจัดการการขายทั้ง 2 ช่องทางจากศูนย์กลางเดียวกันทำได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น
แบรนด์แบบไหนควรใช้โฆษณา TikTok?
หากแบรนด์จำหน่ายสินค้า หรือให้บริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือกลุ่มที่ตามเทรนด์อยู่เสมอ โฆษณา TikTok จะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการขายได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับแบรนด์อีคอมเมิร์ซ เนื่องจาก TikTok มีฟีเจอร์ TikTok Shopping ที่เปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นลูกค้าได้จริง และเมื่อปัจจุบันมีวิดีโอถึงกว่า 8.4 ล้านคลิปภายใต้แฮชแท็ก #TikTokMadeMeBuyIt จึงจะอนุมานได้ว่าเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง
ใครสามารถลงโฆษณาบน TikTok ได้บ้าง?
ในการลงโฆษณาบน TikTok ต้องสร้างบัญชี TikTok Ads Manager ก่อน จากนั้นยังจะต้องปฏิบัติตามนโยบายโฆษณาและแนวทางของชุมชนที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้
โดยการโฆษณาบน TikTok เปิดให้ใช้งานได้ในหลายสิบประเทศทั่วโลก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในบางพื้นที่ เช่น
- อินเดีย: ปัจจุบัน TikTok ถูกแบนจากการใช้งานในอินเดียตามข้อกำหนดของรัฐบาล
- ไทย: พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ม. 32 ห้ามให้มีการโฆษณาเครื่องหมายแอลกอฮอล์หรือการชักจูงให้ดื่มในเนื้อหาโฆษณา ผู้ประกอบการจึงควรคำนึงถึงข้อกฎหมายเหล่านี้
- สหรัฐอเมริกา: องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration หรือ FDA) มีกฎเข้มงวดเกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ ผู้ลงโฆษณาจึงจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าวิดีโอสอดคล้องกับข้อบังคับเหล่านี้
- สหราชอาณาจักร: หน่วยงานมาตรฐานการโฆษณา (Advertising Standards Authority หรือ ASA) มีกฎสำหรับการโฆษณาสินค้าที่จำกัดอายุ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการพนัน แบรนด์จึงจะต้องกำหนดเป้าหมายอย่างเหมาะสมและใส่คำเตือนที่จำเป็น
- สหภาพยุโรป (EU): มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่าง GDPR (General Data Protection Regulation) ผู้ลงโฆษณาจึงต้องปฏิบัติตามเมื่อกำหนดเป้าหมายไปยังผู้ใช้งานในกลุ่มประเทศ EU
- ออสเตรเลีย: มีข้อห้ามไม่ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงโซเชียลมีเดีย ผู้ลงโฆษณาจึงจะต้องมีระบบยืนยันอายุที่รัดกุม และอาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากหากทำการฝ่าฝืน
ข้อดีของการโฆษณาบน TikTok มีอะไรบ้าง?
- ฐานผู้ใช้งานที่มีขนาดใหญ่และมีส่วนร่วมสูง
- รูปแบบโฆษณาเชิงโต้ตอบที่สร้างสรรค์
- ตัวเลือกการกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำ
- โอกาสเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่
- บริการและการเชื่อมต่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง
- ระบบวิเคราะห์และรายงานผลที่ละเอียด
ฐานผู้ใช้งานที่มีขนาดใหญ่และมีส่วนร่วมสูง
TikTok กลายมาเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้งานต่อเดือนทั่วโลกมากกว่า 1.5 พันล้านคน เมื่อกุมภาพันธ์ 2025 ในขณะที่ตัวเลขล่าสุดของแพลตฟอร์มกำลังเข้าใกล้ 2 พันล้านคนต่อเดือน
โดยผู้ใช้ TikTok ใช้เวลาเฉลี่ยเกือบหนึ่งชั่วโมงต่อวันบนแพลตฟอร์ม ในขณะที่บางรายงานยังระบุว่าเฉลี่ยสูงถึงกว่าประมาณ 1 ชั่วโมง 37 นาทีต่อวันด้วย พร้อมทั้งอัตราการมีส่วนร่วมต่อโพสต์ของ TikTok ที่สูงกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหญ่หลายแห่ง แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานมีส่วนร่วมสูงต่อคอนเทนต์ดังกล่าว ทำให้แพลตฟอร์มเป็นโอกาสที่ดีสำหรับแบรนด์ในการเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากที่ให้ความสนใจจริง โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการเจาะตลาดกลุ่ม Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha
รูปแบบโฆษณาเชิงโต้ตอบที่สร้างสรรค์
แพลตฟอร์มโฆษณาของ TikTok มีรูปแบบที่สร้างสรรค์และมีการโต้ตอบหลายประเภท เช่น โฆษณาวิดีโอแบบ Shopping Ads ที่ช่วยให้แบรนด์อีคอมเมิร์ซนำเสนอสินค้าได้ในรูปแบบเห็นภาพการใช้งานจริง หรือ Catalog Ads ที่แสดงสินค้าแบบปรับให้เหมาะสมกับผู้ชมแต่ละกลุ่ม รวมถึงภารกิจติดแบรนด์และชาเลนจ์แบรนด์แบบมีแฮชแท็กที่ชวนให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วม และช่วยให้แบรนด์สร้างคอนเทนต์ไวรัลและเพิ่มการรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ
ระบบกำหนดเป้าหมายของ TikTok ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถเลือกได้ตามข้อมูลประชากร, ความสนใจ, พฤติกรรม, ประเภทอุปกรณ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ทั้งยังสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะตัว ได้จากการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ที่เคยโต้ตอบกับคอนเทนต์หรือแฮชแท็กที่ใกล้เคียงกันด้วย เช่น หากเป็นแบรนด์อีคอมเมิร์ซที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามแบบรักษ์โลก ก็สามารถใช้โฆษณา TikTok เพื่อเข้าถึงกลุ่มที่สนใจเรื่องไลฟ์สไตล์ยั่งยืน ความงามแบบคลีน ๆ และการดูแลตัวเองได้อย่างตรงจุด
โอกาสเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่
หนึ่งในจุดแข็งของ TikTok คือหน้า For You ที่แนะนำคอนเทนต์ตามความสนใจและพฤติกรรมของผู้ใช้ โดยจะไม่ได้อ้างอิงแค่บัญชีที่ผู้ใช้ติดตามเหมือนแพลตฟอร์มอื่น ๆ กล่าวคือริทึมอัลกอริทึมของ TikTok ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่น่าดู น่าแชร์ และมีแนวโน้มสร้างการมีส่วนร่วมได้ดี เป็นการเปิดโอกาสให้แบรนด์เล็กหรือครีเอเตอร์หน้าใหม่สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากได้ แม้ยังมีผู้ติดตามไม่มากก็ตาม ตัวอย่างคือ NPP Box ธุรกิจครอบครัวไทยที่ผลิตและจำหน่ายกล่องบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเริ่มทำคอนเทนต์บน TikTok เพื่อขยายการรับรู้จากกลุ่มลูกค้าโรงงานเดิมไปยังผู้ประกอบการและธุรกิจอีคอมเมิร์ซกลุ่มใหม่ โดยคอนเทนต์วิดีโอที่นำเสนอแพ็กเกจจิงในรูปแบบเข้าใจง่ายช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่บนแพลตฟอร์ม และต่อยอดไปสู่ยอดรับชมไลฟ์แบบออร์แกนิกมากกว่า 36,000 ครั้ง
บริการและการเชื่อมต่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง
TikTok พัฒนาฟีเจอร์และพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ธุรกิจขยายการเข้าถึงผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น L’Oréal Paris และ Maybelline ที่นำโซลูชัน Out of Phone ของ TikTok มาใช้ในหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เพื่อขยายคอนเทนต์จาก TikTok ออกไปยังสื่อนอกบ้านและหน้าจอในพื้นที่จริง ช่วยให้แบรนด์เชื่อมการสื่อสารบนแพลตฟอร์มเข้ากับการสร้างการรับรู้ในโลกออฟไลน์ได้กว้างขึ้น
ระบบวิเคราะห์และรายงานผลที่ละเอียด
TikTok มีระบบจัดการงบประมาณที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับธุรกิจทุกขนาด โดยสามารถตั้งงบประมาณรายวันหรือแบบรวมสำหรับกลุ่มโฆษณา และเลือกกลยุทธ์การประมูลที่ตรงกับเป้าหมายของแคมเปญได้ตามต้องการ
นอกจากนี้ยังมีระบบวิเคราะห์และรายงานผลอย่างละเอียด ที่ช่วยให้ติดตามและวัดผลลัพธ์ของแคมเปญได้อย่างแม่นยำ รวมถึงเครื่องมือใหม่อย่าง TikTok One ที่ช่วยเชื่อมแบรนด์เข้ากับครีเอเตอร์และ TikTok Market Scope ที่ช่วยติดตามพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายตลอดเส้นทางลูกค้า ตั้งแต่การรับรู้ ความสนใจ ไปจนถึงการสร้างคอนเวิร์สชันอีกด้วย
โฆษณา TikTok มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?
แม้การเลือกสรรโฆษณาแบบบริการตนเองของแพลตฟอร์มจะทำให้ผู้ใช้สามารถเริ่มโฆษณาได้ในงบประมาณเพียง 670 บาทเท่านั้น ค่าใช้จ่ายจริงในการโฆษณา TikTok ก็ยังจะขึ้นอยู่กับอีกหลากหลายปัจจัย ได้แก่
- รูปแบบโฆษณา: โฆษณาแต่ละประเภท เช่น โฆษณาในฟีด, การเทคโอเวอร์แพลตฟอร์ม และชาเลนจ์ที่ใช้งานแฮชแท็กของแบรนด์ มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่แสดงผลและระดับการมองเห็น
- การกำหนดเป้าหมาย: ยิ่งตั้งเป้าหมายผู้ชมเฉพาะกลุ่มมากเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกลุ่มนั้นก็จะสูงขึ้นตาม
- กลยุทธ์การประมูล: TikTok ใช้ระบบการประมูลโดยผู้ลงโฆษณาจะเสนอราคาแข่งกันเพื่อให้โฆษณาได้แสดง ทั้งนี้กลยุทธ์ที่ใช้งาน เช่น การจ่ายต่อคลิก (Cost per Click หรือ CPC) หรือการจ่ายต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง (Cost per Mille หรือ CPM) ก็ยังจะมีผลต่อราคาด้วย
- การแข่งขัน: หากอุตสาหกรรมหรือกลุ่มเป้าหมายมีการแข่งขันสูง ค่าโฆษณาก็จะสูงขึ้นตามเช่นกันเมื่อมีหลายแบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมเดียวกัน ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรจัดเตรียมงบประมาณให้เพียงพอ
ความเป็นจริงของค่าโฆษณา TikTok
อย่างไรก็ดีแม้ว่า TikTok จะเข้าถึงผู้ชมได้จำนวนมากและมีรูปแบบคอนเทนต์ที่น่าสนใจสำหรับการทำโฆษณา แต่ก็ไม่ใช่ทางลัดสำเร็จรูปสำหรับนักการตลาดเสมอไป เพราะในความเป็นจริง โฆษณา TikTok อาจมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะหากยังไม่ได้เตรียมงบประมาณสำหรับการผลิต การทดสอบ และการปรับปรุงแคมเปญสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม
ข้อกำหนดงบประมาณขั้นต่ำ
ในเชิงเทคนิค TikTok อนุญาตให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถสร้างแคมเปญได้ด้วยงบประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,669 บาทในระดับแคมเปญ และประมาณ 720 บาทต่อกลุ่มโฆษณา
แต่ในทางปฏิบัติแล้วนั้น หากเพิ่งเริ่มต้นแบรนด์ควรมีงบอย่างน้อย 36,000 ถึง 108,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้สามารถทดลองแคมเปญในรูปแบบการสร้างสรรค์ต่าง ๆ กลุ่มเป้าหมาย และข้อเสนอที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากงบประมาณในระดับนี้จะช่วยให้เก็บข้อมูลที่มีค่า คัดแคมเปญที่ไม่ได้ผลออก และปรับแต่งให้เหลือเพียงแคมเปญที่ได้ผลได้
ทั้งนี้หากกำลังเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือสร้างแบรนด์จากศูนย์ ก็ยังจะควรเตรียมงบประมาณไว้ให้สูงกว่างบประมาณดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดที่แข่งขันสูง เช่น สินค้าความงามหรือแฟชั่น ที่ควรจัดเตรียมงบประมาณไว้ที่ราว 180,000 ถึง 360,000 บาทต่อเดือน
โดยสรุปแล้วความเป็นจริงในการทำงานจึงจะเป็นแม้สามารถเริ่มต้นการทำแคมเปญได้ด้วยงบประมาณราว 720 บาทต่อกลุ่มโฆษณา แต่หากเป้าหมายคือผลลัพธ์ที่คุ้มทุนและทำกำไรได้จริง ก็ควรวางแผนทั้งเวลาและงบประมาณไว้สำหรับการทดสอบอย่างเพียงพอด้วย
ค่า ROAS ที่คาดหวังตามกลุ่มอุตสาหกรรม
ผลตอบแทนจากงบโฆษณา หรือ Return on Ad Spend (ROAS) บน TikTok ขึ้นอยู่กับคุณภาพด้านการสร้างสรรค์ของแคมเปญ โดยคิดคำนวณจากการกำหนดเป้าหมาย ราคา และข้อเสนอของสินค้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สามารถดูค่าเฉลี่ยในแต่ละอุตสาหกรรมเพื่อใช้เป็นแนวทางได้ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีค่าดังนี้
- ความงามและดูแลผิว: 2.82 - 3.05
- แฟชั่นและเสื้อผ้า: 2.82 - 3.5
- ฟิตเนสและสุขภาพ: 1.8 - 2.5
อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงอยู่เสมอว่าตัวเลขเหล่านี้คือค่าเฉลี่ย กล่าวคือ แม้หลาย ๆ แบรนด์อาจยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนในช่วงเดือนหรือสองเดือนแรกของการทดสอบ แต่หากมีการพัฒนาความสร้างสรรค์ในแคมเปญอยู่อย่างต่อเนื่อง และมีระบบหลังบ้านที่ดี เช่น การเก็บและเปลี่ยนทราฟฟิกเป็นยอดขายผ่านอีเมลหรือ SMS ตัวเลขเหล่านี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง
ต้นทุนแฝงที่ควรรู้
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของผู้ที่เริ่มลงโฆษณาบน TikTok คือการตั้งงบไว้พอดีสำหรับการซื้อพื้นที่สื่อเท่านั้น เพราะหากต้องการให้แคมเปญได้ผลดีอย่างแท้จริง ก็ควรคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย
- ต้นทุนการผลิตคอนเทนต์: TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์เป็นอันดับแรก จึงควรเตรียมงบไว้สำหรับการจ้างนักสร้างวิดีโอ เครื่องมือสำหรับตัดต่อ หรือทีมคอนเทนต์ภายในองค์กร
- ค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์: การร่วมงานกับครีเอเตอร์บน TikTok แม้แต่ระดับไมโคร ก็นับเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มการมีส่วนร่วม แต่ก็เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เรทราคาจะแตกต่างกันไป จึงควรเตรียมงบประมาณไว้ขั้นต่ำราว 5,400 ถึง 36,000 บาทต่อวิดีโอ ตามจำนวนผู้ติดตามและเนื้อหาที่ครีเอเตอร์จะส่งมอบ
- การทดสอบและปรับแต่งโฆษณา: ควรทดสอบประสิทธิภาพของชิ้นงานผ่านหลาย ๆ องค์ประกอบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำเปิด, การกระตุ้นให้คลิก (CTA), มุมมองการนำเสนอ, กลุ่มเป้าหมาย หรือข้อเสนอที่ใช้ ซึ่งหมายความว่าการสร้างคอนเทนต์ใหม่เป็นประจำเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วย
- งบสำหรับรีมาร์เก็ตติ้ง: TikTok เหมาะสำหรับการดึงดูดผู้ชมใหม่ ๆ ในช่วงต้นของกระบวนการขาย (top-of-funnel) แต่ในหลาย ๆ กรณีก็จำเป็นต้องต้องใช้วิธีการมาร์เก็ตติ้งผ่านอีเมล, SMS หรือโฆษณารีทาร์เก็ตบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น Meta, Klaviyo หรือ Google เพื่อปิดการขาย ซึ่งจะกลายมาเป็นต้นทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจาก TikTok
โดยรวมแล้ว งบโฆษณาบน TikTok จึงอาจคิดเป็นเพียง 50% ถึง 60% ของต้นทุนรวมในการได้มาซึ่งลูกค้าผ่าน TikTok เท่านั้น ธุรกิจจึงควรวางแผนงบประมาณให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการที่กล่าวถึงมานี้ ไม่ใช่แค่ค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียว
ประเภทโฆษณา TikTok
- วิดีโอในฟีด
- วิดีโอก่อนเข้าฟีด
- ชาเลนจ์แบรนด์แบบติดแฮชแท็กและภารกิจแบบติดแบรนด์
- เอฟเฟกต์ติดแบรนด์
- Spark
- อีคอมเมิร์ซและแค็ตตาล็อก
เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มและเข้าใจวิธีใช้โฆษณา TikTok ให้ตอบโจทย์เป้าหมายของแบรนด์มากขึ้น ก็อาจสามารถทดลองใช้งานรูปแบบโฆษณาเหล่านี้ได้
วิดีโอในฟีด
โฆษณาแบบวิดีโอในฟีดจะปรากฏในฟีดคอนเทนต์ของผู้ใช้อย่างแนบเนียน โดยมีลักษณะคล้ายกับวิดีโอทั่วไปบน TikTok ที่อาจมาในรูปแบบวิดีโอหรือคารูเซล และมีความยาวสูงสุด 60 วินาที พร้อมปุ่มเชิญชวนให้คลิก (CTA) ที่ลิงก์ไปยังหน้าแลนดิ้งเพจหรือแอปสโตร์
โฆษณาในรูปแบบนี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเพิ่มการมีส่วนร่วม การดึงทราฟฟิกเข้าสู่เว็บไซต์ และการเพิ่มอัตราคอนเวิร์สชันให้เป็นยอดขาย เนื่องจากจะกลมกลืนกับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ทั่วไป และสามารถกำหนดเป้าหมายเฉพาะกลุ่มได้อย่างแม่นยำ
วิดีโอก่อนเข้าฟีด
โฆษณาแบบวิดีโอก่อนเข้าฟีดเป็นรูปแบบโฆษณาพรีเมียมที่แสดงผลแบบเต็มหน้าจอ และเป็นวิดีโอแรกที่ผู้ใช้เห็นทันทีเมื่อเปิดแอป TikTok โดยเริ่มต้นด้วยการเทคโอเวอร์จากวิดีโอความยาว 3 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นวิดีโอในฟีดที่มีลูกเล่นให้โต้ตอบ เช่น การคอมเมนต์ แชร์ หรือคลิกไปที่โปรไฟล์ของแบรนด์
โดยรูปแบบนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มการจดจำและการมองเห็นของแบรนด์ให้มากที่สุด เหมาะสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ โปรโมตกิจกรรมพิเศษ หรือสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้ชมในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม โฆษณาก่อนเข้าฟีดหลักในรูปแบบนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโฆษณาในรูปแบบอื่น ๆ
วิดีโอต้นฟีด
โฆษณาแบบวิดีโอแบบต้นฟีดคือโฆษณาที่จัดว่าเป็นตำแหน่งพรีเมียมอีกรูปแบบที่จะแสดงเป็นวิดีโอในฟีดตัวแรก ๆ ในหน้า For You โดยให้ความรู้สึกเหมือนคอนเทนต์ทั่วไปมากกว่าโฆษณาก่อนเข้าฟีดแบบเต็มหน้าจอ
ชาเลนจ์แบรนด์แบบติดแฮชแท็กและภารกิจแบบติดแบรนด์
โฆษณาแบบภารกิจติดแบรนด์ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างแคมเปญเพื่อรวบรวมเนื้อหาจากผู้ใช้จริง และครีเอเตอร์ที่เข้าเกณฑ์ และนำคอนเทนต์ที่ทำผลงานดีที่สุดมาใช้เป็นโฆษณาต่อได้
นอกจากนี้ธุรกิจยังสามารถทำชาเลนจ์แบรนด์แบบติดแฮชแท็ก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้สร้างวิดีโอตามโจทย์และแชร์ด้วยแฮชแท็กของแบรนด์ด้วย
โดยหากต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็ควรร่วมมือกับครีเอเตอร์ที่สามารถเข้าร่วมแคมเปญชาเลนจ์แบรนด์แบบติดแฮชแท็ก และชวนให้ผู้ติดตามเข้าร่วมได้ เพราะโฆษณารูปแบบนี้เหมาะสำหรับการสร้างการมีส่วนร่วม สร้างปฏิสัมพันธ์ในชุมชน และเพิ่มการรับรู้แบรนด์ผ่านชาเลนจ์หรือเทรนด์ที่กลายเป็นกระแสไวรัลต่อไป
เอฟเฟกต์ติดแบรนด์
โฆษณาแบบเอฟเฟกต์ติดแบรนด์ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างฟิลเตอร์ เลนส์ หรือสติกเกอร์แบบเฉพาะตัว ที่ผู้ใช้ทั่วไปจะสามารถนำไปใช้กับวิดีโอ TikTok ได้ ทั้งนี้โฆษณาในรูปแบบดังกล่าวยังจะสามารถโปรโมตผ่านโฆษณาในรูปแบบอื่นได้ด้วย เช่น โฆษณาในฟีด หรือ โฆษณาชาเลนจ์แบรนด์แบบติดแฮชแท็กเพื่อเพิ่มการมองเห็นและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น แบรนด์เครื่องสำอางอาจสร้างเอฟเฟกต์ที่ให้ผู้ใช้ทดลองสีลิปสติกแบบเสมือนจริงผ่านเทคโนโลยี AR และแชร์ลุคโปรดของตัวเองด้วยการจัดหาเครื่องมือสร้างสรรค์ไว้ในมือผู้ใช้ ทำให้สามารถดึงจุดเด่นของแพลตฟอร์มที่เน้นการมีส่วนร่วมมาใช้งาน และสร้างความผูกพันกับผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น
Spark
โฆษณา Spark ช่วยให้แบรนด์สามารถโปรโมตคอนเทนต์ที่โพสต์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากบัญชีของแบรนด์เอง หรือจากผู้ใช้คนอื่นที่ให้สิทธิ์ในการโปรโมตวิดีโอได้ โดยการบูสต์คอนเทนต์ที่มียอดตอบรับสูง แบรนด์จะทำให้สามารถใช้งานความน่าเชื่อถือและความเป็นธรรมชาติของคอนเทนต์จากผู้ใช้ร่วมกับการควบคุมเนื้อหาในการโฆษณาและการกำหนดเป้าหมายได้ในเวลาเดียวกัน
เช่น อินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนสอาจโพสต์วิดีโอออกกำลังกายอย่างที่กำลังเป็นกระแสไวรัล ซึ่งมีการโชว์กางเกงโยคะจากแบรนด์ ๆ หนึ่ง แบรนด์นั้นก็อาจสามารถขอสิทธิ์เพื่อนำวิดีโอดังกล่าวมาโปรโมตเป็น โฆษณาแบบ Spark และขยายการเข้าถึงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น
ตัวอย่างคือ ฝนดอกไม้ (Fondokmai) แบรนด์ความงามและสุขภาพที่สร้างกระแสบน TikTok ผ่านการส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์สายบิวตี้ทดลองใช้และรีวิว จนเกิดเป็นคอนเทนต์ออร์แกนิกที่ได้รับการตอบรับสูง แบรนด์จึงขอสิทธิ์จากครีเอเตอร์เพื่อนำคลิปดังกล่าวไปโปรโมตต่อในรูปแบบ Spark Ads
เพราะคอนเทนต์ที่สร้างผลงานแบบออร์แกนิกได้ดีมักมีโอกาสได้ผลเมื่อมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมโฆษณา Spark จึงจะแสดงผลในฟีด และสามารถดึงทราฟฟิกไปยังหน้าโปรไฟล์ TikTok ของแบรนด์ เว็บไซต์ หรือแอปสโตร์ได้โดยตรง ทั้งยังเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ที่ต้องการแสดงประสบการณ์จากผู้ใช้จริง สร้างความน่าเชื่อถือ และผลักดันยอดขายให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น
อีคอมเมิร์ซและแค็ตตาล็อก
โฆษณาอีคอมเมิร์ซบน TikTok ช่วยกระตุ้นให้เกิดการค้นพบสินค้าและปิดการขายได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ลื่นไหลไม่สะดุดโดยมีรูปแบบให้เลือกอยู่หลากหลายประเภท
- วิดีโอช้อปปิ้ง (Video shopping): โฆษณาวิดีโอช้อปปิ้งจะแสดงสินค้าระหว่างการใช้งานจริง พร้อมแท็กสินค้า คำอธิบาย และราคาที่ชัดเจน ทำให้ผู้ใช้สามารถกดซื้อได้ง่าย ๆ ภายในไม่กี่คลิก
- วิดีโอช้อปปิ้งผ่าน TikTok Shop: โฆษณาวิดีโอช้อปปิ้งที่เชื่อมต่อกับ TikTok Shop จะผสานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ TikTok ไว้อย่างเต็มรูปแบบ โดยแบรนด์สามารถนำเสนอวิดีโอที่ซื้อสินค้าได้โดยตรง พร้อมแค็ตตาล็อกสินค้า รีวิวจากลูกค้า และระบบเช็กเอาต์ที่ใช้งานง่าย
- ไลฟ์ช้อปปิ้ง (LIVE shopping): โฆษณาแบบ LIVE shopping คือการไลฟ์สดแบบเรียลไทม์ที่แบรนด์สามารถโชว์สินค้า ตอบคำถาม และโต้ตอบกับผู้ชมได้ทันที
- แค็ตตาล็อก: โฆษณาที่ซิงก์กับแค็ตตาล็อกสินค้าเพื่อสร้างโฆษณาแบบคารูเซลหรือวิดีโอที่ปรับให้เหมาะสมกับผู้ชมแต่ละกลุ่ม ทั้งยังสามารถใส่แท็กสินค้า, คำอธิบาย, ราคา และพาผู้ชมไปซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ หน้า Instant Page ในแอป หรือ TikTok Shop ได้
สเปคโฆษณาบน TikTok
TikTok Ads Manager รองรับทั้งโฆษณาในรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ โดยมีรายละเอียดดังนี้
สเปควิดีโอโฆษณา
สเปคของวิดีโอโฆษณาอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่แสดง แต่โดยทั่วไปจะต้องมีวิดีโอครีเอทีฟ, ภาพแสดงโฆษณา, ชื่อแบรนด์หรือแอป, คำอธิบายโฆษณา และปุ่มเชิญชวนให้คลิก
- อัตราส่วนวิดีโอ: 9:16, 1:1 หรือ 16:9
- ความละเอียดวิดีโอ: อย่างน้อย 540 x 960 พิกเซล, 640 x 640 พิกเซล หรือ 960 x 540 พิกเซล
- ประเภทไฟล์: .mp4, .mov, .mpeg, .3gp หรือ .avi
- ความยาววิดีโอ: 5 ถึง 60 วินาที แนะนำ 9 ถึง 15 วินาที
- บิทเรต: มากกว่า 516 kbps
- ขนาดไฟล์: ไม่เกิน 500MB
สเปคโฆษณาภาพนิ่ง
สเปคของภาพโฆษณาอาจแตกต่างกันตามตำแหน่งแสดงผล โดยทั่วไปจะต้องมีภาพครีเอทีฟ, ชื่อแบรนด์หรือแอป, คำอธิบายโฆษณา และปุ่มเชิญชวนให้คลิก
- ประเภทไฟล์: JPG, JPEG, PNG
- ความละเอียดภาพ 720 x 1280 พิกเซล (Global App Bundle) และ 1200 x 628 / 640 x 960 / 720 x 1280 พิกเซล (Pangle)
- ขนาดไฟล์: ไม่เกิน 100MB
คำแนะนำจาก TikTok เพิ่มเติม
- ควรวางองค์ประกอบสำคัญของครีเอทีฟให้อยู่บริเวณกึ่งกลางของหน้าจอ เพื่อป้องกันการถูกบังหรือถูกครอบตัด
- ควรปรับเนื้อหาโฆษณาให้เหมาะกับแต่ละท้องถิ่น และใช้ภาษาท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เปรียบเทียบโฆษณา TikTok กับแพลตฟอร์มอื่น
การตัดสินใจว่าจะลงทุนโฆษณาอีคอมเมิร์ซบนแพลตฟอร์มใดขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแบรนด์ทั้งสิ้น โดยไม่ว่าจะเป็นการสร้างการรับรู้ การจับพฤติกรรมที่มีแนวโน้มซื้อ หรือการดึงผู้ที่เคยเยี่ยมชมกลับมาอีกครั้ง ก็อาจลองพิจารณาดูว่า TikTok เปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ อย่าง Meta, Google และ Pinterest แล้วมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย
ต่อไปนี้คือภาพรวมของค่าเฉลี่ย Cost per Mille หรือ CPM (ต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง) และ Cost per Click หรือ CPC (ต้นทุนต่อการคลิก) บนแต่ละแพลตฟอร์ม
|
แพลตฟอร์ม |
CPM (บาท) |
CPC (บาท) |
|---|---|---|
|
TikTok |
50 - 200 บาท |
1 - 5 บาท |
|
Meta |
50 - 300 บาท |
2 - 15 บาท |
|
|
467 บาท |
22 บาท |
อัตราการคอนเวิร์สชัน
อัตราการเปลี่ยนยอดเข้าชมเป็นยอดขายขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิ้นงานสร้างสรรค์ ขั้นตอนของลูกค้าในกระบวนการตัดสินใจ (funnel stage) และความเหมาะสมของสินค้ากับผู้ชม โดยค่าเฉลี่ยของแต่ละแพลตฟอร์ม มีดังนี้
|
แพลตฟอร์ม |
ค่าเฉลี่ยอัตราคอนเวิร์สชัน |
|---|---|
|
TikTok |
0.5%-5% เฉลี่ยประมาณ 0.46% |
|
Meta |
ประมาณ 9.21% |
|
|
ประมาณ 7.52% |
วิธีการสร้างโฆษณา TikTok ชิ้นแรกใน 8 ขั้นตอน
- สร้างบัญชีธุรกิจ
- เชื่อมต่อ TikTok เข้ากับร้านค้า Shopify
- เปิด TikTok Ads Manager
- ตั้งเป้าหมายของโฆษณา
- เลือกกลุ่มเป้าหมาย
- ตั้งงบประมาณและระยะเวลาแคมเปญ
- สร้างโฆษณา
- ส่งโฆษณาเพื่อตรวจสอบ
ผู้ใช้ TikTok Ads Manager สามารถสร้างแคมเปญโฆษณาได้ผ่านการใช้งาน 2 รูปแบบ คือแบบง่าย ๆ และแบบเฉพาะตัว โดยหากเป็นแบรนด์ใหญ่ ที่มีทีมพร้อม และต้องการควบคุมได้ทุกจุด แบบเฉพาะตัวจะทำให้มีตัวเลือกหลากหลาย ทั้งการสร้างกลุ่มโฆษณา การตั้งค่าประมูล และการจัดการเป้าหมายอย่างละเอียด แต่หากเป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่ม หรือมีขนาดเล็กถึงกลาง ระบบแบบง่ายก็จะช่วยให้สร้างแคมเปญได้อย่างไม่ยุ่งยาก กล่าวคือไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านเทคนิคก็ยังสามารถใช้งานได้ทันที ทั้งยังใช้เวลาไม่นานก็เริ่มขายได้ด้วย
1. สร้างบัญชีธุรกิจ
ในการเริ่มใช้งาน TikTok Ads Manager การมีบัญชีธุรกิจบนแพลตฟอร์มก่อนนับเป็นเรื่องจำเป็น โดยสามารถทำได้ผ่านการแปลงจากบัญชีส่วนตัวมาเป็นบัญชีธุรกิจ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทั้งไม่มีค่าใช้จ่ายและสามารถทำได้ง่ายตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว > จัดการบัญชี > เปลี่ยนเป็นบัญชีธุรกิจ
เมื่อใช้งาน TikTok ในโหมดธุรกิจ จะเข้าถึงฟีเจอร์วิเคราะห์ข้อมูล เช่น ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการโพสต์ รวมถึงลูกเล่นอื่น ๆ อย่างการใส่ลิงก์ในไบโอ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีบัญชีที่ได้รับการยืนยัน (Verified) ในการเผยแพร่โฆษณาด้วย
2. เชื่อมต่อ TikTok เข้ากับร้านค้า Shopify
หากมีร้านค้าอยู่บน Shopify ควรติดตั้งแอป TikTok เข้าไปในระบบซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างโฆษณาอัตโนมัติได้ในหลากหลายรูปแบบ ซิงก์แค็ตตาล็อกสินค้า และหากร้านค้าอยู่ในประเทศที่รองรับอย่างประเทศไทย ก็ยังจะสามารถเปิดแท็บ Shopping บนหน้าโปรไฟล์ TikTok ได้โดยตรง
3. เปิด TikTok Ads Manager
แม้ว่าแอป TikTok จะออกแบบมาสำหรับการใช้งานบนมือถือ แต่การจัดการบัญชีโฆษณาจะสะดวกกว่าหากทำบนคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใช้จะต้องเข้าไปยังแอดเดรส ads.tiktok.com แล้วล็อกอินด้วยบัญชีธุรกิจ
4. ตั้งเป้าหมายของโฆษณา
เมื่อเลือกใช้งาน Simplified Mode ใน TikTok Ads Manager ระบบจะให้เลือกวัตถุประสงค์หลักของแคมเปญจากตัวเลือกดังต่อไปนี้
- เพิ่มจำนวนผู้เข้าชม: เหมาะสำหรับการดึงผู้สนใจเข้าสู่เว็บไซต์
- สร้างการมีส่วนร่วมกับคอมมูนิตี้: ใช้สร้างฐานผู้ติดตามและขยายการรับรู้แบรนด์บน TikTok
- เพิ่มโอกาสในการเก็บข้อมูลลูกค้า: เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลผู้ชมผ่านแบบฟอร์ม เพื่อใช้สำหรับการทำการตลาดซ้ำหรือการดูแลกลุ่มลูกค้าเดิม
- เพิ่มยอดขายบนเว็บไซต์: คือการมุ่งเป้าให้เกิดการกระทำบางอย่างบนเว็บไซต์ เช่น การกดซื้อสินค้า
- กระตุ้นการติดตั้งแอป: เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ผู้ชมเข้าดาวน์โหลดแอปจากแอปสโตร์
5. เลือกกลุ่มเป้าหมาย
หน้าถัดไปใน TikTok Ads Manager จะนำเสนอตัวเลือกว่าต้องการให้ใครเห็นโฆษณา โดยสามารถเลือกใช้งานตัวเลือก “Automatic audience” หรือผู้ชมอัตโนมัติเพื่อให้ระบบช่วยกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้โดยอัตโนมัติ หรือหากต้องการกำหนดเองก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายผ่านการเลือกกลุ่มเป้าหมายตามเพศ, ช่วงอายุ, ภาษา และตำแหน่งที่อยู่ โดยด้านขวาบนของหน้าจอจะมีแถบแสดงขนาดของกลุ่มเป้าหมายให้ดูแบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ผู้สร้างยังจะสามารถระบุความสนใจของกลุ่มเป้าหมายอย่างแฟชั่น ทำอาหาร หรือสัตว์เลี้ยงได้ เช่น หากจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟออนไลน์ ก็สามารถเลือก “กาแฟ” เป็นความสนใจหลัก หรือหากจำหน่ายผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ก็อาจเลือกเป็น “ความงาม” ทั้งนี้ยังจะสามารถกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ใช้ที่มีพฤติกรรมโต้ตอบกับวิดีโอ TikTok เช่น การกดไลก์หรือคอมเมนต์ด้วย
6. ตั้งงบประมาณและระยะเวลาแคมเปญ
ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งงบประมาณในการทำโฆษณา โดยแพลตฟอร์มเองมีการกำหนดขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,669 บาทตลอดระยะเวลาแคมเปญ อย่างไรก็ตามการสร้างแคมเปญแบบเต็มกำลังก็อาจต้องใช้งบประมาณขั้นต่ำที่สูงกว่าตัวเลขดังกล่าว
โดยทั่วไปแล้วงบประมาณในระดับแคมเปญควรมากกว่างบประมาณขั้นต่ำรายวันของแพลตฟอร์ม และกลุ่มโฆษณาควรมีงบพอให้ระบบเรียนรู้เป้าหมายที่ต้องการด้วย จากนั้นจึงจะเป็นขั้นตอนการเลือกว่าจะให้แคมเปญรันไปในระยะเวลานานแค่ไหน โดยหากต้องการให้รันแบบไม่มีกำหนด ก็สามารถเลือก “ไม่กำหนดวันสิ้นสุด (No end date)” ได้ เป็นต้น
7. สร้างโฆษณา
ถัดมาผู้สร้างจะสามารถเลือกวิดีโอที่เคยโพสต์ไว้แล้วมาใช้เป็นโฆษณาหรืออัปโหลดวิดีโอใหม่ที่ไม่แสดงบนฟีดหลักของ TikTok ได้ โดยในขั้นตอนนี้ สามารถใส่แคปชันของโฆษณา พร้อมปุ่มเชิญชวนให้คลิก เช่น “ช้อปเลย” และแนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์
8. ส่งโฆษณาเพื่อตรวจสอบ
จากนั้นเมื่อกด “ส่ง” โฆษณาจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของแพลตฟอร์ม ซึ่งโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง และหลังจากโฆษณาเริ่มรันแล้ว ก็ยังควรจะติดตามผลเพื่อดูว่าเนื้อหารูปแบบใดได้ผลบ้าง และนำไปปรับใช้กับแคมเปญถัดไปต่อไป แต่หากโฆษณาถูกระบบแจ้งเตือนหรือปฏิเสธ ก็จะได้รับการแจ้งผ่านกลุ่มโฆษณา (Ad Group) บนแพลตฟอร์ม TikTok Ads Manager
แนวทางสร้างโฆษณา TikTok ให้น่าสนใจ
- เริ่มต้นด้วย “ฮุก” ที่น่าสนใจในทันที
- ใช้โทนคอนเทนต์แบบ TikTok จริง ๆ
- ใช้เสียงและแฮชแท็กที่กำลังมาแรง
- ใช้คอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น (UGC)
- ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์
- เสนอโปรที่โดนใจ
- อัปเดตความคิดสร้างสรรค์อยู่อย่างสม่ำเสมอ
- ใช้งานแหล่งไอเดียและเครื่องมือครีเอทีฟของ TikTok ให้เป็นประโยชน์
เริ่มต้นด้วย “ฮุก” ที่น่าสนใจในทันที
“ต้องพยายามคิดว่าจะทำยังไงให้คนหยุดไถหน้าจอได้ในสองวินาทีแรก และไม่เลื่อนผ่านไปเฉย ๆ ” Savannah Sanchez ผู้ก่อตั้งเอเจนซี The Social Savannah ซึ่งเชี่ยวชาญด้านงานครีเอทีฟบนแพลตฟอร์ม Meta และ TikTok ผู้เป็นพาร์ตเนอร์อย่างเป็นทางการของ TikTok ทั้งยังเป็นผู้ร่วมงานกับแบรนด์ดังอย่าง Topicals, ASICS, BYLT Basics และ BlendJet แนะนำ “เรามักบอกแบรนด์ให้โฟกัสไปที่การทำฮุกให้สะดุดตาสัก 90% แล้วค่อยเอาอีก 10% ที่เหลือไปลงกับเนื้อหาอื่น ๆ ในโฆษณา เพราะช่วงสองวินาทีแรกเป็นระยะที่สำคัญมากจริง ๆ ”
โดยแนะนำให้ใช้เทรนด์หรือทรานซิชันต่าง ๆ ของ TikTok เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ดึงความสนใจได้ในทันที ทั้งยังกล่าวอีกว่า การพูดบางอย่างที่ “เกินความคาดหมาย” ภายในสองวินาทีแรก จะช่วยจับความสนใจของผู้ชมได้ดี หรืออีกทางหนึ่ง ก็อาจใช้ภาพหรือไอเดียที่ “แปลกตา” หรือ “ดูแล้วรู้สึกพึงพอใจแบบแปลก ๆ ” ในการทำให้โฆษณาโดดเด่นในฟีดของผู้ใช้
ใช้โทนคอนเทนต์แบบ TikTok จริง ๆ
หากต้องการให้โฆษณาเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ TikTok ได้อย่างแท้จริง แบรนด์ก็ควรสร้างคอนเทนต์ที่ให้ความรู้สึกเดียวกับวิดีโอจากผู้ใช้ทั่วไป ไม่ใช่โฆษณา ซึ่งอาจหมายถึงการถ่ายวิดีโอแนวตั้งด้วยมือถือ แทนที่จะใช้โปรดักชันแบบมืออาชีพที่ดูห่างไกล
ทั้งนี้ยังอาจลองใส่ฟอนต์และใช้เทคนิคตัดต่อยอดนิยมของ TikTok เข้าไปด้วย เพื่อให้โฆษณารู้สึกเรียลและน่าสนใจมากขึ้น
โดย Savannah ได้กล่าวไว้อีกด้วยว่า “วิดีโอโฆษณาที่ยาวประมาณ 30 วินาทีมักจะได้ผลดีที่สุดบน TikTok และเรายังเห็นว่าโฆษณาที่ใช้ฟอนต์ของ TikTok ก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน” ทั้งนี้เนื่องจาก “มันควรดูเหมือนถ่ายจาก iPhone แล้วตัดต่อในแอป CapCut โดยใช้ฟอนต์ที่คนใน TikTok คุ้นเคย มันไม่ควรดูเหมือนออกมาจากสตูดิโอหรือโปรดักชันที่จัดเต็มเกินไป เพราะความรู้สึกเหมือนครีเอเตอร์สร้างเนื้อหานั้นขึ้นมาเองนับเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ”
ใช้เสียงและแฮชแท็กที่กำลังมาแรง
การใช้เสียงและแฮชแท็กที่กำลังเป็นกระแสบน TikTok คือหนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการเพิ่มการมองเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ชม จึงควรอัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ อยู่เสมอผ่านการสำรวจหน้า For You และติดตามสิ่งที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มเป้าหมาย
ใช้คอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น (UGC)
คอนเทนต์ที่คนดูสร้างเอง หรือ UGC (User-generated content) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการสร้างความน่าเชื่อถือและความจริงใจให้กับโฆษณาของแบรนด์ โดย Savannah มองว่า “ผู้คนอยากซื้อจากคนที่รู้สึกว่าเข้าถึงได้ และดูจริงใจ ไม่ได้อยากดูโฆษณาทางทีวีหรือภาพนิ่งที่ใส่ข้อความขายของแบบแข็ง ๆ ”
“TikTok คือแพลตฟอร์มที่เน้นฟีดแบ็กจากผู้ใช้จริงและการแชร์สินค้าที่ผู้คนชื่นชอบอย่างแท้จริง ดังนั้นโฆษณาควรดูไม่เหมือนโฆษณาเลยด้วยซ้ำ”
ทั้งนี้แบรนด์ต่าง ๆ อาจลองกระตุ้นให้ลูกค้าสร้างวิดีโอ TikTok ที่มีสินค้าของตนเองอยู่ในนั้น และอาจใช้แคมเปญชาเลนจ์แบรนด์แบบติดแฮชแท็ก เพื่อสร้างกระแสคอนเทนต์ที่สามารถนำมารีโพสต์หรือต่อยอดใช้งานในแคมเปญได้
นอกจากนี้ Savannah ยังเสริมอีกว่าว่า “สิ่งหนึ่งที่เราพบว่าอยู่ในโฆษณาที่มีผลงานดีที่สุดคือคำรีวิวจากครีเอเตอร์ ซึ่งก็คือมีคนออกกล้องและพูดถึงสินค้าตรง ๆ ว่าทำไมถึงชอบ เป็นสูตรที่เวิร์กเสมอ”
ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์
การทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์บน TikTok จะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ ๆ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแคมเปญโฆษณาได้ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการให้พื้นที่สร้างสรรค์กับการสื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจน
โดย Savannah กล่าวไว้ว่า “หนึ่งในข้อผิดพลาดใหญ่ที่แบรนด์มักจะทำเวลาทำงานกับครีเอเตอร์คือ การให้บรีฟที่ไม่มีความชัดเจนเลย ดังนั้นเวลาเอเจนซีของเราทำงานกับครีเอเตอร์ เราจะส่งลิสต์รายละเอียดว่าเราต้องการภาพมุมไหน ต้องมีซีนแกะกล่องแบบไหน คำรีวิวแบบไหน เป็นต้น”
“เรายังแนบตัวอย่างภาพหรือวิดีโอโฆษณาที่ดีให้ดูเป็นแนวทาง ว่าโฆษณาที่เวิร์กต้องหน้าตาแบบไหน ต้องมีแสงยังไง และควรพูดประมาณไหน”
กล่าวคือแบรนด์ต่าง ๆ ควรเตรียมบรีฟที่ชัดเจนไว้สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ โดยระบุเป้าหมายของแคมเปญ ประเด็นหลักที่ต้องการสื่อ และข้อกำหนดที่ควรปฏิบัติตามด้วย เพราะแม้จะเชื่อใจว่าอินฟลูเอนเซอร์รู้ดีว่าควรพูดอะไรกับกลุ่มผู้ติดตาม การปล่อยให้ครีเอเตอร์ควบคุมทุกอย่าง 100% โดยไม่มีแนวทางเลยก็อาจเป็นทิศทางที่ไม่ส่งผลดีนัก อย่างที่ Savannah สรุปไว้ “เพียงเพราะอินฟลูเอนเซอร์เก่งเรื่องสร้างคอนเทนต์ ไม่ได้แปลว่าจะวางกลยุทธ์โฆษณาเก่งเสมอไป เพราะในขณะที่อาจพูดหน้ากล้องเก่ง สื่อสารเก่ง และจัดแสงดีเยี่ยมก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจว่าควรใส่ฮุกยังไง หรือควรพูดประเด็นไหนเพื่อให้เกิดยอดขายจริง”
เสนอโปรที่โดนใจ
ผู้ใช้ TikTok ซึ่งมักเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ มักให้ความสำคัญกับเรื่องราคามากกว่าผู้ใช้บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ การเสนอส่วนลดหรือข้อเสนอพิเศษในโฆษณา TikTok จึงจะเป็นวิธีดึงดูดความสนใจและกระตุ้นยอดขายได้ดี
“ถ้าอยากให้โฆษณามีอัตราคลิกสูง ก็อาจลองใส่ข้อเสนอแรง ๆ หรือดีลพิเศษแบบจำกัดเวลา เช่นส่วนลด 15% ที่ใส่ไว้ในแคปชัน หรือพูดในสคริปต์ว่าโปรแรงกำลังจะหมดแล้ว ต้องรีบไปดูตอนนี้เลย เพราะความเร่งด่วนบวกกับโปรคุ้ม ๆ นี่แหละที่ได้ผลใน TikTok ที่แคร์เรื่องราคามาก”
นอกจากนี้กลยุทธ์ในลักษณะดังกล่าวยังช่วยเพิ่ม ROAS ได้ดี แบรนด์จึงอาจลองทดสอบข้อเสนอที่ให้คุณค่ากับคนดู เช่น ทดลองใช้ฟรี หรือแถมของขวัญเมื่อซื้อสินค้าเป็นการชิมลาง เป็นต้น
อัปเดตความคิดสร้างสรรค์อยู่อย่างสม่ำเสมอ
เมื่อผู้ชมพบเห็นโฆษณาหรือรูปแบบคอนเทนต์เดิมซ้ำบ่อยเกินไป ก็อาจเกิดความเหนื่อยหน่ายในตัวโฆษณาหรือลักษณะการสร้างสรรค์เหล่านั้น ทำให้ผลลัพธ์จากการแสดงผลลดลง จำนวนผู้ชมใหม่ต่อวันน้อยลง หรือ CTR ตกลง
วิธีรับมือคืออัปเดตความคิดสร้างสรรค์ของเนื้อหาแบรนด์อยู่อย่างสม่ำเสมอ เช่น การเปลี่ยนภาพเปิด, เพลงพื้นหลัง, เสียงบรรยาย, ข้อความ, ข้อเสนอ หรือมุมเล่าเรื่อง โดยใช้ข้อมูลจากวิดีโออินไซต์และเครื่องมือวิเคราะห์ของ TikTok เพื่อดูว่าผู้ชมกลุ่มใดเริ่มมีการมีส่วนร่วมหรือ CTR ลดลง แล้วจึงจะปรับครีเอทีฟให้เหมาะสมกับข้อมูลจริง
ในทำนองเดียวกันนี้เครื่องมือ AI อย่าง Symphony Creative Studio ของ TikTok ยังจะช่วยเร่งกระบวนการอัปเดตความคิดสร้างสรรค์ได้ เช่น อาจแปลงข้อมูลสินค้า หรือ URL ให้เป็นวิดีโอ เพิ่มเสียงบรรยายตามสคริปต์ หรือปรับวิดีโอให้เข้ากับภาษาและตลาดท้องถิ่น
ใช้งานแหล่งไอเดียและเครื่องมือครีเอทีฟของ TikTok ให้เป็นประโยชน์
TikTok Creative Center เป็นแหล่งค้นหาแรงบันดาลใจชั้นดีสำหรับแคมเปญถัดไป เนื่องจากเป็นศูนย์รวมตัวอย่างโฆษณาที่ทำผลงานได้ดี พร้อมเทรนด์เสียง, แฮชแท็ก, ครีเอเตอร์ และรูปแบบวิดีโอที่กำลังได้รับความนิยม โดยหน้า Top Ads จะช่วยให้สามารถสำรวจได้ว่าโฆษณาแบบไหนมีอัตราการมีส่วนร่วมที่ดี หรือมีงบประมาณ และองค์ประกอบใดที่น่าจะช่วยให้โฆษณาเวิร์ก ในขณะที่หน้า Trends จะช่วยให้เห็นเสียง แฮชแท็ก และไอเดียวิดีโอที่กำลังมาแรง เพื่อนำไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์ที่เข้ากับแบรนด์ได้ต่อไป
แนวทางแก้ปัญหาเมื่อโฆษณา TikTok ไม่ผ่าน
แพลตฟอร์มโฆษณาของ TikTok ทรงพลัง แต่ก็มีรายละเอียดมากมายและต้องอาศัยการเรียนรู้ ต่อไปนี้จึงจะเป็นตัวอย่างปัญหาทั่วไปและวิธีการรับมือ
เหตุผลที่โฆษณามักไม่ผ่านอนุมัติ
- เนื้อหาต้องห้ามหรือจำกัด: TikTok ไม่อนุญาตให้โฆษณาสินค้าบางกลุ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ ยาสูบ หรือยาลดน้ำหนัก และจำกัดเนื้อหาบางประเภท เช่น อาหารเสริม การเงิน ฯลฯ จึงควรตรวจสอบนโยบายโฆษณาของ TikTok ก่อนสร้างเนื้อหาว่าเข้าข่ายหรือไม่
- ถ้อยคำไม่เหมาะสมหรือทำให้เข้าใจผิด: คำพูดที่เกินจริง เช่น “ลด 10 กิโลใน 7 วัน” หรือใช้คำว่า “คุณ” ในลักษณะที่ทำให้รู้สึกถูกมุ่งเป้าโจมตี เช่น “คุณไม่มั่นใจในตัวเองใช่ไหม?” ก็อาจทำให้โฆษณาถูกปฏิเสธได้
- คุณภาพวิดีโอต่ำหรือรูปแบบไม่ถูกต้อง: TikTok ต้องการวิดีโอแนวตั้งที่มีความคมชัดสูง (9:16) ในการโฆษณา หากใช้งานคลิปที่มีความละเอียดต่ำ หรือมีลายน้ำจาก Instagram หรือแพลตฟอร์มอื่น จึงอาจถูกปฏิเสธ
- หน้า Landing Page ไม่เหมาะสมหรือโหลดช้า: หากลิงก์โฆษณานำไปยังหน้าเว็บไซต์ที่ช้า ไม่รองรับการเข้าถึงผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ตรงกับสินค้าที่โฆษณาไว้ ก็อาจะทำให้โฆษณาไม่ผ่านการอนุมัติ
เหตุผลที่โฆษณาไม่สามารถกลายเป็นยอดขายได้
หากโฆษณาได้รับยอดวิวและมีการคลิกอย่างต่อเนื่องแต่ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ ก็อาจมีบางจุดที่ต้องปรับปรุงตามหลักการดังต่อไปนี้
- วิดีโอโฆษณาไม่ดึงดูดพอ: บน TikTok ทุกอย่างแข่งขันกันภายในไม่กี่วินาทีแรก หากวิดีโอไม่สามารถดึงดูดสายตาคนดูได้ภายใน 3 วินาทีแรกก็จะถูกเลื่อนผ่านไปโดยปริยาย แบรนด์ที่กำลังมีปัญหาจึงอาจลองทดสอบคอนเทนต์ในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ฮุกที่โดดเด่น เสียงยอดฮิต หรือวิดีโอแนว UGC ที่ดูเหมือนผู้ใช้ทั่วไปสร้างเอง
- ข้อเสนอไม่จูงใจพอ: แม้วิดีโอจะดูมีคุณภาพดีแค่ไหน แต่หากข้อเสนอไม่น่าสนใจ ก็ยากที่จะปิดการขาย จึงอาจลองตรวจสอบว่าราคาสู้คู่แข่งได้หรือไม่ มีรีวิวจากลูกค้า แพ็กเกจแบบรวม หรือโปรจำกัดเวลาหรือเปล่า จากนั้นจึงจะทดสอบข้อเสนอแบบต่าง ๆ ด้วย A/B Testing เพื่อหาสิ่งที่ใช้งานได้จริง
- การตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายกว้างเกินหรือแคบเกินไป: หากโฆษณาเข้าถึงผู้ชมได้น้อยเกินไป ก็อาจต้องผ่อนผันเกณฑ์การกำหนดเป้าหมายให้กว้างขึ้น แต่หากเข้าถึงได้มากแต่ไม่มีคลิกเลย ก็อาจปรับปรุงเกณฑ์ให้มีความแคบลง เช่น เจาะกลุ่มที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าอย่างแท้จริง แล้วจึงจะใช้เครื่องมือของ TikTok ช่วยให้ระบบอัลกอริทึมทำงานให้
- หน้าแลนดิ้งเพจไม่ทำงาน: หากส่งผู้ชมไปยังหน้าสินค้าที่รก โหลดช้า หรือไม่มีปุ่มเชิญชวนให้คลิกที่ชัดเจน ก็อาจทำให้ยอดขายหลุดมือไปได้ง่าย ๆ ทั้งนี้อาจลองใช้ A/B Testing ทดสอบข้อความและดีไซน์ให้เรียบง่าย ชัดเจน และเหมาะกับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ
เมื่อถึงเวลาปรับกลยุทธ์
ในการดำเนินธุรกิจในบางครั้งก็อาจต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด แล้วเริ่มใหม่ให้ถูกทาง
เช่น หากอัตราการคลิกผ่าน (Click Through Rate หรือ CTR) ต่ำกว่า 0.5% ก็อาจบ่งชี้ได้ว่าโฆษณาอาจไม่ดึงดูดพอ และลองเปลี่ยนแนวคิดใหม่หรือใช้ฮุกที่น่าสนใจกว่าเดิม แต่หาก CTR สูงแต่ยังไม่มีคนซื้อ ก็อาจหมายความว่าทราฟฟิกที่ดึงดูดได้ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยสามารถแก้ไขได้ผ่านการตรวจสอบหน้าแลนดิ้งเพจใหม่ ทบทวนข้อเสนอ และทดสอบกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างออกไป
นอกจากนี้หาก ROAS มีค่าตํ่ากว่า 1 ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ทั้งที่ทดสอบวิดีโอไปแล้วมากกว่า 5 แบบ ก็อาจถึงเวลาหยุดแคมเปญชั่วคราวและวางแผนใหม่ ในทางกลับกันหาก CPM สูงผิดปกติเกิน 500 บาทขึ้นไป ก็อาจเป็นสัญญาณว่าโฆษณาไม่มีคุณภาพ และควรเริ่มใหม่ด้วยวิดีโอที่สดใหม่ น่าสนใจ และมีความเป็น TikTok มากขึ้น
ทั้งนี้การปรับกลยุทธ์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง และสามารถลองวิเคราะห์จุดอ่อนทีละจุด เช่น ความคิดสร้างสรรค์, ข้อเสนอ, กลุ่มเป้าหมาย หรือหน้าเว็บไซต์ แล้วจึงจะทดสอบปัจจัยทีละอย่างเพื่อหาสิ่งที่ได้ผลจริงอีกครั้ง
ตัวอย่างโฆษณา TikTok ที่ทำได้ดี
Bottega Veneta
Bottega Veneta แบรนด์เครื่องหนังสัญชาติอิตาลีเลือกนำเสนอรูปแบบโฆษณาที่แตกต่างโดยไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียวเพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ดังคือกระเป๋าหนังสาน Jodie เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์โดดเด่นและแตกต่างจากสินค้าแบรนด์อื่น ๆ ที่จำเป็นจะต้องนำเสนอสรรพคุณด้วยคำพูดมากมายภายใต้อัลกอริทึมของ TikTok แสดงถึงความเป็น Quiet Luxury และความโก้ที่เป็นหนึ่งในตัวตนหลักของแบรนด์ รวมถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่หากเป็นกลุ่มเป้าหมายก็จะทราบได้ทันทีโดยไม่ต้องพูดอะไร
POP MART
POP MART แบรนด์ของสะสมสัญชาติจีนโฆษณาบน TikTok ด้วยเนื้อหาที่กล่าวถึงงานเซลล์ ประจำเดือนของแบรนด์ที่ลูกค้าจะได้รับข้อเสนอมากมาย เพิ่มความคุ้มค่าให้กับการสั่งซื้อในแต่ละครั้ง แต่ก็ยังคงความน่าสนใจไว้ได้เมื่อเนื้อหาไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดโดยตรง เชิญชวนให้ผู้สนใจเข้ารับชมเนื้อหาจริงของตนเองอีกครั้ง เป็นการสร้างความตื่นเต้นให้กับข้อเสนอ และยังมาพร้อมเพลงฮิตที่หลายคนใน TikTok คุ้นหูอีกด้วย
Mr.Big
Mr.Big แบรนด์หมอนกายภาพสัญชาติไทยใช้งานสไตล์ที่คุ้นเคยบน TikTok ได้แก่ การสาธิตการใช้งานสินค้า โดยเน้นไปที่ตัวสินค้าโดยตรง ผ่านการนำคอนเทนต์จากครีเอเตอร์มาโปรโมตเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสะดวกสบายของตัวสินค้าเอง ทำให้ลักษณะการใช้งานที่ถูกต้องและประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับมีความชัดเจนยิ่งขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องลงทุนสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาเองโดยตรง
AppleSheep
AppleSheep แบรนด์ Accessory โทรศัพท์สัญชาติไทยเลือกใช้กลยุทธ์การโปรโมตวิดีโอไลฟ์ชอปปิ้งสด เพื่อให้แบรนด์สามารถสร้างยอดขายและโต้ตอบกับผู้ใช้ที่สนใจสินค้าได้ทันที ทั้งยังมีโปรโมชันลดราคาเฉพาะในเซสชันไลฟ์ชอปปิ้งดังกล่าวเพื่อจูงใจให้สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายอีกด้วย เป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้สามารถย่นระยะเวลาการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการได้ลง ในขณะที่ก็ยังจะสามารถควบคุมเนื้อหาที่เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชนได้อย่างเต็มที่ด้วย
เริ่มโฆษณาบน TikTok ได้เลยวันนี้
ไม่ว่าจะเป็นครีเอเตอร์ที่จำหน่ายสินค้าบน TikTok หรือแบรนด์ที่กำลังมองหาช่องทางใหม่ในการเชื่อมต่อกับลูกค้า การโฆษณาบน TikTok ก็สามารถช่วยให้เข้าถึงผู้ชมที่มีส่วนร่วมสูงจำนวนมาก และช่วยผลักดันการเติบโตให้กับธุรกิจได้จริง ด้วยรูปแบบการโฆษณาที่สร้างสรรค์และตัวเลือกการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำของ TikTok สินค้าจึงจะสามารถถูกนำเสนอได้อย่างน่าสนใจและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้หากเป็นเจ้าของร้านบน Shopify ในประเทศไทย ปัจจุบันก็จะสามารถเริ่มทำโฆษณาและจำหน่ายสินค้าผ่าน TikTok ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้นด้วยแอป TikTok บน Shopify ที่ช่วยเชื่อมต่อร้านกับแพลตฟอร์มยอดนิยมนี้ได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง TikTok Pixel ให้โดยอัตโนมัติ การสร้างแคมเปญโฆษณาอย่างรวดเร็ว หรือจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยให้เข้าใจลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้จริงบนแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโฆษณา TikTok
โฆษณาบน TikTok ยังคุ้มค่าอยู่หรือไม่?
โฆษณาบน TikTok ยังคงมีความคุ้มค่าหากต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้าง มีส่วนร่วมสูง และหลากหลาย เนื่องจาก TikTok ยังเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตต่อเนื่อง พร้อมฟีเจอร์โฆษณาที่สร้างสรรค์และระบบกำหนดเป้าหมายที่ยืดหยุ่น ดังนั้นแม้อัลกอริทึมของคอนเทนต์แบบออร์แกนิกจะมีการเปลี่ยนแปลง การใช้โฆษณาเพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์และกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ยังเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าในการโฆษณาในลักษณะนี้ยังจะขึ้นอยู่กับเป้าหมาย งบประมาณ และทรัพยากรของแบรนด์ด้วย กล่าวคือไม่มีสูตรตายตัวที่จะทำให้ทุกแคมเปญเป็นกระแสไวรัล แต่ TikTok ก็ยังมีเครื่องมือช่วยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย วัดผล และปรับแคมเปญแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถบริหารงบประมาณได้อย่างดียิ่งขึ้น
สามารถลงโฆษณา TikTok ได้ทั่วโลกหรือไม่?
TikTok เปิดให้บริการในหลายสิบประเทศทั่วโลก และสามารถตั้งค่าโฆษณาให้แสดงในแต่ละภูมิภาคได้ อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อกำหนดท้องถิ่น ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และภาษาก่อนสร้างแคมเปญในแต่ละตลาดด้วย
โฆษณา TikTok ควรมีความยาวแค่ไหน?
ความยาวที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรูปแบบโฆษณาและวัตถุประสงค์ของแคมเปญ โดยทั่วไปโฆษณาสั้นจะให้ผลลัพธ์ดีกว่า โดยสำหรับโฆษณาแบบในฟีด สามารถมีความยาวได้ถึง 60 วินาที แต่ TikTok มักแนะนำให้อยู่ในช่วง 9-15 วินาทีเท่านั้นเพื่อรักษาความสนใจของผู้ชม ในขณะบางแคมเปญที่ต้องเล่าเรื่องมากขึ้นอาจใช้ 15-30 วินาทีได้ หากมีฮุกแข็งแรงและเนื้อหากระชับ
โฆษณาบน TikTok มีข้อเสียอะไรบ้าง?
ข้อสังเกตบางประการคือ TikTok มีฐานผู้ใช้อายุน้อยเป็นหลัก ซึ่งอาจไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของทุกแบรนด์ อีกทั้งเนื้อหาที่ใช้ต้องมีความสร้างสรรค์และมีความเป็นธรรมชาติในแบบของ TikTok ซึ่งอาจใช้เวลามากในการผลิตคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์แพลตฟอร์มนี้ ทั้งยังต้องมีการพัฒนาการสร้างสรรค์อยู่เป็นประจำเพื่อป้องกันความหน่ายโฆษณาของกลุ่มผู้ชมด้วย ดังนี้เอง หากมีงบประมาณ, เวลา, ทีมงาน หรือทรัพยากรที่จำกัด การสร้างคอนเทนต์ใหม่ให้ทันจังหวะเทรนด์ก็อาจเป็นไปได้ยาก
เคล็ดลับในการทำให้แคมเปญ TikTok กลายเป็นไวรัลคืออะไร?
ไม่มีสูตรรับประกันว่าแคมเปญ TikTok จะเป็นกระแสไวรัลอยู่เสมอไป แทนที่จะมีลักษณะเนื้อหาตายตัวหัวใจสำคัญของความสำเร็จจึงจะอยู่ที่การเข้าใจวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งสร้างคอนเทนต์ที่สนุก เป็นธรรมชาติ และชวนมีส่วนร่วมมากกว่า เนื่องจากโฆษณาที่ได้ผลมักเป็นคอนเทนต์ที่ดูจริงใจ มีพลังบวก และกระตุ้นให้ผู้ชมร่วมแชร์หรือสร้างคอนเทนต์ตาม
โฆษณาบน TikTok มีลักษณะยังไง?
โฆษณาของ TikTok จะแสดงในรูปแบบวิดีโอสั้นบนหน้า For You ของผู้ใช้งานโดยอิงตามความสนใจและพฤติกรรมการใช้ โดย TikTok มีระบบกำหนดเป้าหมายที่สามารถเลือกตามกลุ่มเป้าหมาย พร้อมตัวเลือกให้ตั้งเป้าแคมเปญ เช่น เพิ่มทราฟฟิก ยอดขาย หรือการติดตั้งแอปได้ ทั้งนี้ระบบจะแสดงโฆษณาโดยอาศัยพลังความสร้างสรรค์ พร้อมกันกับอัลกอริทึมในการกระจายเนื้อหา
GMV Max เหมาะกับใคร?
GMV Max เหมาะกับแบรนด์ที่จำหน่ายสินค้าผ่าน TikTok Shop และต้องการให้ระบบ AI ช่วยเพิ่มยอดขายรวมจากร้านค้าในแอป โดยระบบจะช่วยเลือกบรีฟ กลุ่มเป้าหมาย และการกระจายงบตามเป้าหมาย ROI ที่ตั้งไว้ เหมาะสำหรับแคมเปญโปรโมตสินค้าและแคมเปญไลฟ์ช้อปปิ้ง

