การเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซไม่จำเป็นต้องใช้งบก้อนใหญ่เสมอไป เพราะเมื่อปัจจุบันมีเว็บไซต์สำเร็จรูปราคาถูกมากมาย เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กก็สามารถเปิดร้านออนไลน์ได้โดยใช้เงินเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย
หากต้องการค้นหาแพลตฟอร์มที่คุ้มค่าที่สุด จึงควรเทียบทั้งค่าธรรมเนียมธุรกรรม, ข้อจำกัดจำนวนสินค้า, เครื่องมือออกแบบร้าน, ฟีเจอร์ AI และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ เนื่องจากรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้ชัดเจนว่าแต่ละแพ็กเกจให้ความคุ้มค่าแค่ไหน
คู่มือนี้จะช่วยให้เปรียบเทียบเว็บไซต์สำเร็จรูปราคาประหยัดเหล่านี้ได้ทั้งในด้านราคา ฟีเจอร์ และความคุ้มค่าโดยรวม เพื่อเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการได้มากที่สุด
โปรแกรมเว็บไซต์สําเร็จรูปคืออะไร?
โปรแกรมเว็บไซต์สําเร็จรูปคือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้สร้างเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายสินค้าและบริการออนไลน์ได้ โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้ หรือที่เรียกกันว่า “แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ” ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ง่ายดายและช่วยให้กระบวนการขายออนไลน์เป็นไปได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อย, บริษัทขนาดใหญ่, ธุรกิจดรอปชิปปิ้ง หรือร้านค้าแบบหน้าร้านที่กำลังขยับเข้าสู่ตลาดออนไลน์ก็ตาม
ทำไมต้องใช้งานโปรแกรมเว็บไซต์สําเร็จรูปราคาถูก?
เมื่ออีคอมเมิร์ซเป็นธุรกิจที่กำลังบูมด้วยมูลค่าตลาดในไทยสูงถึง 9.7 แสนล้านบาท แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจึงจะตอบโจทย์ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อได้อย่างลงตัว เนื่องจากจะช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดการสต๊อกสินค้า, ยอดขาย, การตลาด, และบริการลูกค้าได้ในที่เดียว และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเข้าชมและซื้อสินค้าได้สะดวกด้วย
กล่าวคือเมื่อแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมทั้งกับธุรกิจดรอปชิปปิ้ง หน้าร้านทั่วไป และบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ช่วยให้ขั้นตอนการขายออนไลน์เป็นระบบ ใช้งานง่ายดาย และเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่าผู้ขายจะสามารถจัดการระบบต่าง ๆ ได้ในที่เดียว พร้อมแพลตฟอร์มที่ชัดเจนให้ลูกค้าได้ใช้งาน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจึงจะทำให้การตั้งร้านและเริ่มขายสินค้าเป็นเรื่องง่าย ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านเทคนิคขั้นสูง รวมถึงผู้ที่ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมก็ยังจะสามารถใช้งานได้
ด้วยเว็บไซต์สำเร็จรูปสำหรับอีคอมเมิร์ซเว็บไซต์ที่ดูเป็นมืออาชีพผ่านการใช้งานเทมเพลตที่ปรับแต่งได้ พร้อมเครื่องมือสำหรับการขาย เช่น ระบบรับชำระเงินและโฮสติ้ง จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาสินค้าและบริการได้อย่างเต็มตัว โดยไม่ต้องกังวลกับขั้นตอนทางเทคนิคในการขายออนไลน์
ซึ่งโดยทั่วไปแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ดีควรมีเครื่องมือหลัก ๆ เหล่านี้
- เครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบไม่เขียนโค้ด สร้างร้านออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
- เทมเพลตที่ปรับแต่งได้ ช่วยให้ร้านดูเป็นมืออาชีพโดยไม่ต้องมีทีมดีไซน์
- ระบบจัดการสต๊อก ติดตามจำนวนสินค้า ยอดขาย และความเคลื่อนไหวของสต๊อก
- Payment gateway รับชำระเงินผ่านวิธีหลัก ๆ ได้ ไม่ว่าจะผ่านเครื่องมือในตัวหรือการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการภายนอกอื่น ๆ
- เครื่องมือจัดส่งและจัดการออร์เดอร์ จะช่วยคำนวณค่าจัดส่ง, พิมพ์ใบปะหน้า, ติดตามพัสดุ รวมถึงจัดการคำสั่งซื้อได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น
8 แพลตฟอร์มเว็บไซต์สําเร็จรูปราคาถูก สำหรับอีคอมเมิร์ซ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นแขนงหนึ่งของเว็บไซต์ที่มีตัวเลือกให้เลือกได้มากมายเสมอ และหลายแพลตฟอร์มก็มีแพ็กเกจราคาย่อมเยาสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน
ต่อไปนี้จึงจะเป็น 8 แพลตฟอร์มยอดนิยมที่ใช้งานง่าย ราคาถูก และรองรับการชำระเงินผ่าน Promptpay สำหรับธุรกิจไทย
ตารางนี้จะช่วยสรุปค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและลักษณะธุรกิจที่เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อให้คัดเลือกตัวเลือกได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
|
แพลตฟอร์ม |
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นโดยประมาณ |
เหมาะกับ |
|---|---|---|
Shopify |
ประมาณ 180 บาท/เดือน |
แบรนด์ที่ต้องการเติบโตและขายหลายช่องทาง |
WooCommerce |
ใช้ฟรี แต่มีค่าโฮสติ้งและส่วนเสริม |
ผู้ใช้ WordPress |
Wix Stores |
ประมาณ 1,060 บาท/เดือน |
มือใหม่ที่ต้องการเว็บไซต์แบบลากแล้ววาง |
Volusion |
ประมาณ 1,060 บาท/เดือน |
ร้านที่ต้องการเครื่องมือ SEO และระบบหลังบ้านครบในตัว |
PrestaShop |
ใช้ฟรี แต่มีค่าโฮสติ้ง โดเมน และโมดูลเสริม |
ทีมที่มีทักษะเทคนิคหรือนักพัฒนา |
Spree Commerce |
ใช้ฟรี |
ธุรกิจที่ต้องการระบบ Headless และปรับแต่งสูง |
MakeWebEasy |
ใช้งานฟรี พร้อมแพ็คเกจเสียเงินเริ่มต้น 5,400 บาท/ ปี |
ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ได้ง่าย ๆ แต่ยังคงความปลอดภัยไว้ |
Lnwshop |
ใช้งานฟรี พร้อมแพ็คเกจเสียเงินเริ่มต้น 12,900 บาท |
ธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์เป็นแพ็คเกจเข้าใจง่าย แต่มีตัวเลือกรายละเอียดมาก |
1. Shopify
Shopify คือแพลตฟอร์มเว็บไซต์สําเร็จรูปราคาถูกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และมาพร้อมเครื่องมือและแอปที่เหมาะสำหรับทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ AI ที่ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ หรือการบริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง โดยทุกแพ็กเกจของ Shopify จะมาพร้อมช่วงทดลองใช้งานฟรี
Shopify จึงจะเหมาะสมกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซทุกขนาด ตั้งแต่ร้านที่เพิ่งเริ่มขายบนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงแบรนด์ที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง และธุรกิจที่ขายทั้งออนไลน์, ในหน้าร้านจริง, ผ่านมาร์เก็ตเพลส และช่องทาง AI
จุดเด่น
- เครื่องมือ AI: ใช้เครื่องมือ AI ของ Shopify เพื่อช่วยปรับแต่งร้าน, สร้างคอนเทนต์, จัดการงานซ้ำซ้อน และช่วยสร้างประสบการณ์ร้านค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
- ระบบรับชำระเงินในตัว: Shopify มีเกตเวย์การชำระเงินของตัวเองอย่าง Shopify Payments และรองรับผู้ให้บริการชำระเงินภายนอกจำนวนมาก
- แอปสโตร์ขนาดใหญ่: เข้าถึง Shopify App Store ที่มีปลั๊กอินและการเชื่อมต่อมากมาย รวมถึงแอปดรอปชิปปิ้ง, การตลาด, บัญชี และการจัดส่ง
- รองรับหน้าร้านจริงผ่าน Shopify POS: ผสานช่องทางขายหน้าร้านและออนไลน์เข้าด้วยกัน
- รองรับ B2B และ DTC: จัดการการขายส่งและการขายตรงถึงผู้บริโภคได้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น โปรไฟล์บริษัท, แคตตาล็อกเฉพาะตัวของลูกค้า, ส่วนลดตามปริมาณ และเงื่อนไขการชำระเงิน
- รองรับการขายหลายช่องทาง: ขายได้ทั้งบนเว็บไซต์, มือถือ, โซเชียลมีเดีย, มาร์เก็ตเพลส, หน้าร้านจริง รวมถึงช่องทางใหม่ ๆ ที่เชื่อมต่อกับ AI
- ระบบติดตามรถเข็นที่ถูกทิ้ง: เครื่องมืออัตโนมัติช่วยกู้คืนยอดขายจากการสั่งซื้อที่ค้างไว้
- ระบบอัตโนมัติ: ใช้เครื่องมืออัตโนมัติในตัวเพื่อช่วยจัดการการตลาด สต๊อก และขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ เพื่อลดเวลาที่ทุ่มเทให้กับขั้นตอนงานซ้ำซ้อน
- เครื่องมือจัดส่งและจัดการออร์เดอร์: จัดการคำสั่งซื้อ, สต๊อก, การจัดส่ง, การติดตามพัสดุ, การคืนสินค้า และขั้นตอนหลังการขายได้จากระบบเดียว
- ระบบวิเคราะห์ขั้นสูง: ติดตามยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ
- การเช็กเอาต์ที่ปลอดภัยและรวดเร็วด้วย Shop Pay: ทุกร้านของ Shopify มีระบบเช็กเอาต์แบบคลิกเดียว ซึ่งเร็วกว่ากระบวนการปกติถึง 4 เท่า และช่วยเพิ่มยอดคำสั่งซื้อผ่านมือถือได้สูงขึ้นถึง 91%
- ปรับแต่งขั้นสูงและ API: แม้จะไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด แต่ธุรกิจที่ต้องการปรับหน้าร้านหรือระบบหลังบ้านเฉพาะทางก็ยังจะสามารถใช้ตัวเลือกปรับแต่งและ API ได้
ราคา
- Basic Shopify: 19 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 640 บาท/เดือน (ชำระรายปี)
- Grow Shopify: 49 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,651 บาท/เดือน (ชำระรายปี)
- Advanced Shopify: 299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,078 บาท/เดือน (ชำระรายปี)
- Shopify Plus: เริ่มต้นที่ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 77,487 บาท/เดือน
ทั้งนี้ทุกแพ็กเกจที่ Shopify นำเสนอเป็นราคาที่รวมค่าบริการเว็บโฮสติ้งแล้ว ทั้งยังมักจะมีโปรโมชันทดลองใช้งานสำหรับผู้ใช้ใหม่ด้วย ก่อนเลือกแพ็กเกจจึงควรดูค่าธรรมเนียมธุรกรรม ช่องทางการขายที่ต้องใช้ และแอปเสริมที่จำเป็น เพื่อคำนวณต้นทุนรวมให้ชัดเจน
📚อ่านเพิ่มเติม: Shopify คืออะไรและใช้ยังไง?
2. WooCommerce
เว็บไซต์สําเร็จรูปราคาถูก WooCommerce ใช้งานฟรี และมาพร้อมฟีเจอร์หลากหลาย เช่น การจัดการสินค้า, การติดตามคำสั่งซื้อ, ระบบรับชำระเงิน และการวิเคราะห์ข้อมูล โดย WooCommerce สามารถเปลี่ยนเว็บไซต์ WordPress ให้เป็นร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้ จึงเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ใช้งาน WordPress อยู่แล้ว
แต่ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายด้านโฮสติ้ง, ความปลอดภัย, ธีม และปลั๊กอินเสริมก็อาจเป็นปัจจัยพึงคำนึง เนื่องจากฟีเจอร์บางอย่าง เช่น เครื่องมือ AI ระบบจองนัดหมาย หรืออีเมลอัตโนมัติ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ข้อดี
- รวมกับเว็บไซต์ WordPress เดิมได้อย่างแนบเนียน
- เป็นแพลตฟอร์มแบบโอเพนซอร์สที่ปรับแต่งได้
- มีปลั๊กอินและธีมให้เลือกใช้งานอยู่มากมาย
- รองรับสินค้าได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับโฮสติ้งและการตั้งค่าร้าน
- มีส่วนเสริมสำหรับระบบ POS, การจัดส่ง, การขายบนมาร์เก็ตเพลส และระบบอัตโนมัติ
ราคา
- ค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปตามบริการโฮสติ้ง ดีไซน์ และส่วนเสริมต่าง ๆ โดยสามารถตรวจสอบราคาล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ WooCommerce
3. BigCommerce
BigCommerce คือหนึ่งในเว็บไซต์สําเร็จรูปราคาถูกที่เหมาะสำหรับทั้งการขายแบบ B2C และ B2B พร้อมบริการให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อให้เจ้าของร้านเริ่มขายได้อย่างราบรื่น
โดยมีฟีเจอร์พื้นฐาน รวมถึงการเพิ่มสินค้าได้ไม่จำกัดและเครื่องมือ SEO ที่ติดตั้งมาในตัว
BigCommerce เป็นแพลตฟอร์ม SaaS ที่ใช้งานได้ทันทีและยังปรับแต่งเพิ่มเติมได้ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีระบบซับซ้อนหรือมีแผนขยายหลายช่องทาง อย่างไรก็ดีควรตรวจสอบเงื่อนไขรายได้ของแต่ละแพ็กเกจก่อนใช้งานอีกครั้ง เนื่องจากบางแพ็กเกจมีเพดานรายได้ กล่าวคือหากยอดขายเกินเพดานที่กำหนด ก็อาจถูกอัปเกรดไปยังแพ็กเกจที่สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
ข้อดี
- ไม่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มเติม
- รองรับการขายแบบหลายช่องทาง
- มีฟีเจอร์เฉพาะสำหรับการขายแบบ B2B
- มีเครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบลากแล้ววางและเครื่องมือ SEO
- รองรับการเชื่อมต่อ POS และ Payment gateway หลายแบบ
- มี API สำหรับปรับแต่งระบบเพิ่มเติม
ราคา
- แผนเริ่มต้นที่ประมาณ 29 ดอลลาร์หรือราว 977 บาทต่อเดือน
4. Volusion
Volusion มาพร้อมฟีเจอร์รองรับจำนวนสินค้าและแบนด์วิดท์เว็บไซต์ไม่จำกัด พร้อมเครื่องมือการตลาดผ่านอีเมล เครื่องมือ SEO และระบบป้องกันการทุจริต อีกทั้งยังมีทีมออกแบบเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซภายในสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านดีไซน์และฟังก์ชัน
ข้อดี
- มีเครื่องมือ SEO แบบครบในตัว
- ระบบชำระเงินแบบหน้าเดียวที่ใช้งานง่าย
- นำเข้า/ส่งออกข้อมูลได้สะดวก
ราคา
- แผนเริ่มต้นที่ประมาณ 29 ดอลลาร์หรือราว 977 บาทต่อเดือน
5. PrestaShop
PrestaShop เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบโอเพนซอร์สที่ให้ใช้งานได้ฟรี พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานในระดับหนึ่ง โดยผู้ใช้สามารถเลือกติดตั้งฟีเจอร์เพิ่มเติมให้กับร้านค้าออนไลน์ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นระบบเพิ่มสินค้าจำนวนไม่จำกัด, การเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดีย, Google Analytics หรือการติดตามสถานะคำสั่งซื้อ
PrestaShop เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีความรู้ด้านเทคนิคหรือมีทีมพัฒนาช่วยดูแล เพราะแม้จะควบคุมโค้ดและการปรับแต่งได้มากกว่าแพลตฟอร์มที่ทำการโฮสติ้งให้อย่างเต็มรูปแบบ แต่การโฮสติ้ง, โดเมน, การดูแลความปลอดภัย, ธีม, โมดูล และการบำรุงรักษาที่ต้องดูแลเองก็ต้องมีการจัดการเองมากยิ่งขึ้น
ข้อดี
- แพลตฟอร์มโอเพนซอร์สใช้งานฟรี
- รองรับการใช้งานหลากภาษาและหลายสกุลเงิน
- มีคอมมูนิตี้ผู้ใช้งานที่แข็งแกร่ง
- ปรับแต่งร้านได้ด้วยธีมและโมดูลจากมาร์เก็ตเพลส
- มีตัวเลือกเชื่อมต่อการชำระเงิน อีเมลอัตโนมัติ และการขายหลายช่องทางผ่านโมดูลเสริม
ราคา
- ใช้งานฟรี พร้อมส่วนเสริมแบบเสียค่าธรรมเนียม และอาจมีค่าโฮสติ้ง โดเมน ธีม โมดูล ค่าประมวลผลการชำระเงิน รวมถึงค่าทีมนักพัฒนาหากต้องปรับแต่งเพิ่มเติม
6. Spree Commerce
Spree Commerce เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ Headless ที่ให้เจ้าของหรือทีมพัฒนาสามารถเชื่อมต่อหน้าเว็บไซต์แบบใดก็ได้เข้ากับระบบหลังบ้านของ Spree ได้อย่างอิสระ ถือเป็นแพลตฟอร์มฟรีที่เหมาะสำหรับการสร้างร้านค้าหลายแบรนด์หรือหลายผู้ขาย โดยเป็นแพลตฟอร์มที่รองรับหลายภาษาและหลายสกุลเงิน รวมถึงสามารถปรับแต่งหน้าร้านได้ตามต้องการด้วย
ข้อดี
- พัฒนาด้วย Ruby on Rails ที่รองรับการขยายตัว
- ปรับแต่งและขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่น
- มีคอมมูนิตี้นักพัฒนาที่แข็งแกร่งและอัปเดตอยู่อย่างต่อเนื่อง
ราคา
- ใช้งานฟรี
7. MakeWebEasy
MakeWebEasy เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบจับวาง (drag-and-drop) ที่ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ สามารถสร้างหน้าเว็บไซต์สำหรับจำหน่ายสินค้าออนไลน์ได้แม้ไม่มีทักษะที่จำเป็น โดยมาพร้อมการปรับแต่งมากมายและเครื่องมือ SEO ขั้นสูง รวมถึงฟีเจอร์ความปลอดภัย เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างเว็บไซต์อย่างง่ายดายแต่ยังคงความปลอดภัยไว้
ข้อดี
- ใช้งานง่าย ปรับแต่งดี
- ความปลอดภัยสูง มี SSL และ Firewall ทุกแพ็คเกจ
- มีตัวเลือกสำหรับธุรกิจทุกขนาด
ราคา
- ใช้งานฟรี พร้อมแพ็คเกจเสียเงินเริ่มต้น 5,400 บาท/ ปี
8. Lnwshop
Lnwshop เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยเพื่อการสร้างเว็บสโตร์เป็นของตนเองที่นำเสนอแพ็คเกจการใช้งานมากมาย ทำให้ธุรกิจที่สนใจสามารถเลือกสรรแพ็คเกจที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองได้มากที่สุด พร้อมทั้งซิงค์กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ภายนอกได้
ข้อดี
- ไม่มีค่าธรรมเนียมต่อออร์เดอร์
- เหมาะสำหรับนักช้อปชาวไทย
- มีหลายตัวเลือก เชื่อมต่อกับหลายแพลตฟอร์ม
ราคา
- ใช้งานฟรี พร้อมแพ็คเกจเสียเงินเริ่มต้น 12,900 บาท
ทั้งนี้นอกจาก 8 แพลตฟอร์มข้างต้น ยังมีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจสำหรับบางกรณี เช่น Square Online สำหรับธุรกิจท้องถิ่นที่ใช้งานระบบ Square POS อยู่แล้ว และต้องการเว็บไซต์ที่รองรับการสั่งซื้อ รับสินค้า หรือการจัดส่ง รวมถึง Pinkoi สำหรับครีเอเตอร์ที่ขายสินค้าดิจิทัล, คอร์ส, สมาชิก หรือไฟล์ดาวน์โหลด โดยไม่มีค่าสมัครรายเดือนแต่ยังคิดค่าธรรมเนียมต่อยอดขายด้วย
วิธีเลือกเว็บไซต์สําเร็จรูปราคาถูกที่คุ้มค่าที่สุด
การเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงทั้งต้นทุนและฟีเจอร์และเครื่องมือที่จำเป็น โดยอาจพิจารณาว่าธุรกิจต้องการเครื่องมืออะไรบ้าง เช่น ระบบรับชำระเงิน, ผู้ช่วยสร้างเว็บไซต์, ระบบจัดการสต๊อก, เครื่องมือการตลาด, ระบบ POS หากมีแผนจะขายหน้าร้านควบคู่ รวมถึงความสามารถในการขยายธุรกิจในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ราคาค่าสมัครรายเดือนจึงอาจเป็นปัจจัยรอง เนื่องจากแพลตฟอร์มราคาถูกบางแห่งอาจต้องซื้อแอปหรือส่วนเสริมเพิ่มหลายรายการ ทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าที่คาดคิด โดยควรคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เสร็จสรรพ ไม่ว่าจะเป็นค่าซอฟต์แวร์, ค่าแอปเสริม, ค่าบริการโฮสติ้ง, ค่า Payment gateway, ค่าธรรมเนียมธุรกรรม หรือค่าธรรมเนียมต่อออร์เดอร์ก็ตาม
หากกำลังอยู่ในขั้นตอนการเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จึงอาจใช้ปัจจัยดังต่อไปนี้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
ความง่ายในการใช้งาน
ประเมินทักษะทางเทคนิคและเวลาที่สามารถลงทุนไปกับการตั้งค่าการโฮสติ้ง การออกแบบหน้าเว็บ และการจัดการแอปเสริมได้ โดยแพลตฟอร์มที่มีโฮสติ้ง, เทมเพลต, ระบบชำระเงิน และเครื่องมืออีเมลในตัว จะช่วยให้เปิดร้านและดูแลระบบได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
ต้นทุนรวม
ต้นทุนรวมไม่ได้มีแค่ค่าสมัครสมาชิกรายเดือน แต่ยังจะรวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับแอปเสริม, ค่าธรรมเนียมชำระเงิน , ค่าธรรมเนียมต่อออร์เดอร์, ค่าโฮสติ้ง และค่าเครื่องมืออื่น ๆ ด้วย
ดังนั้นจึงหมายความว่าฟีเจอร์ที่ติดตั้งมาในแพ็กเกจพื้นฐานช่วยลดการพึ่งพาแอปเสียเงินได้ และผู้ประกอบการควรพิจารณาว่าแพ็กเกจเริ่มต้นให้เครื่องมืออะไรบ้างก่อนตัดสินใจ
ตัวอย่างเช่น หากแพลตฟอร์มมีค่าสมัคร 49 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน พร้อมค่าแอปเสริมอีก 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน สำหรับยอดขาย 12,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 300 ออร์เดอร์ต่อเดือน และค่าบัตร 2.9% + 30 เซนต์ต่อรายการ ต้นทุนรวมของเดือนนั้นก็อาจเป็น 577 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ 49 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามราคาที่เห็นหน้าแพ็กเกจ เป็นต้น
การปรับแต่ง
หากหน้าร้านไม่ได้มีดีไซน์ซับซ้อน เทมเพลตสำเร็จรูปก็นับเป็นตัวเลือกที่เพียงพอต่อการใช้งาน แต่หากต้องการสะท้อนตัวตนแบรนด์หรือมีรูปแบบหน้าเว็บเฉพาะ การเลือกใช้งานแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งธีม หน้าเช็กเอาต์ และระบบหลังบ้านได้ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง
ระบบ POS
หากจำหน่ายสินค้าหน้าร้าน ออกบูธ pop-up หรือไปงานแฟร์งานฝีมือ ผู้ประกอบการก็ควรเลือกแพลตฟอร์มที่มีระบบ POS หรือเชื่อมกับ POS ได้ดี ซึ่ง Shopify เองก็ให้บริการระบบดังกล่าวในรูปแบบพกพาได้ (mobile point-of-sale หรือ mPOS) ทั้งนี้เพื่อการซิงก์ยอดขายและสต๊อกระหว่างระบบออนไลน์กับหน้าร้านได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบรับชำระเงิน
เลือกแพลตฟอร์มที่มี Payment gateway ที่รองรับวิธีจ่ายเงินที่ลูกค้าคุ้นเคย เช่น บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, Promptpay หรือการโอนจ่าย พร้อมทั้งคำนึงถึงค่าธรรมเนียมประมวลผลและค่าธรรมเนียมธุรกรรม โดยหากมีระบบรับชำระเงินในตัว ก็จะช่วยลดขั้นตอนการเชื่อมต่อกับเครื่องมือภายนอกได้มาก
ความสามารถในการรองรับการเติบโต
หากมีแผนการขยายธุรกิจ ควรเลือกแพลตฟอร์มที่รองรับจำนวนสินค้า, ออร์เดอร์, ทราฟฟิก และช่องทางการขายที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องย้ายระบบใหม่ โดยควรสำรวจความสามารถเหล่านี้ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันความยุ่งยากในภายหลัง
บริการช่วยเหลือ
ปัญหาหน้าเว็บหรือระบบชำระเงินอาจกระทบยอดขายได้โดยตรง ธุรกิจจึงควรเลือกแพลตฟอร์มที่มีศูนย์ช่วยเหลือ, คู่มือ, คำถามที่พบบ่อย, ไลฟ์แชต หรือคอมมูนิตี้ที่ค้นหาคำตอบได้อย่างง่ายดาย
การเชื่อมต่อและแอปเสริม
แม้เริ่มต้นจากร้านเล็ก ๆ แต่เมื่อธุรกิจขยายตัวขึ้นเครื่องมืออย่างอีเมลมาร์เก็ตติ้ง, ระบบจอง, ระบบบัญชี, ระบบดรอปชิปปิ้ง หรือระบบอัตโนมัติ ก็อาจกลายมาเป็นฟีเจอร์จำเป็น ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาว่ามีแอปให้เลือกมากแค่ไหน มีฟีเจอร์อะไรในตัวบ้าง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น Shopify ที่ให้บริการฟีเจอร์และแอปกว่า 16,000 รายการที่จะเสริมความสามารถให้กับเว็บไซต์ของธุรกิจ
ทั้งนี้เมื่อทำการเปรียบเทียบก็อาจพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เพื่อให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มจะสามารถรองรับการทำงานและแผนการตลาดอันซับซ้อนขึ้นของธุรกิจคุณได้
- ขีดจำกัดในการทำให้กระบวนการต่าง ๆ เช่น อีเวนต์ อีเมล หรือส่วนทำงานต่าง ๆ เป็นอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการติดขัดในกระบวนการหรือค่าใช้จ่ายอันคาดไม่ถึง
- ข้อกำหนดของแอปที่เสียค่าใช้จ่ายหรือแผนเสริมในการเข้าถึงลอจิคพื้นฐานซึ่งอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนขึ้น
- การคิดราคาตามการทำงานสำหรับเครื่องมือการทำให้เป็นอัตโนมัติเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปรับสำหรับกระบวนการทำงานปริมาณสูง
การจัดการสต๊อก
แพลตฟอร์มควรแสดงข้อมูลสต๊อกจากศูนย์ข้อมูลกลางเดียว ทั้งนี้เพื่อการติดตามยอดขายและจำนวนสินค้าคงเหลือได้อย่างง่ายดาย โดยเครื่องมือขั้นสูงบางตัวอาจช่วยคาดการณ์ยอดขาย แยกประเภทสต๊อกตามช่องทาง และแนะนำสินค้าเพื่อนำไปทำโปรโมชันได้
เครื่องมือการตลาดและ SEO
เครื่องมือการตลาด เช่น อีเมลมาร์เก็ตติ้ง ระบบคูปอง และระบบกู้คืนรถเข็นที่ถูกทิ้ง จะช่วยดึงลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ในขณะที่เครื่องมือ SEO จะช่วยให้ลูกค้าพบสินค้าในเสิร์ชเอนจินและประสบการณ์การค้นหาด้วย AI
ทั้งนี้ควรเลือกแพลตฟอร์มที่ปรับชื่อหน้า meta description และ URL ได้อย่างง่ายดายด้วย
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ Shopify จึงจะช่วยให้การขายออนไลน์เป็นเรื่องง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำ ลองใช้งานฟรีได้เลยวันนี้ แล้วจะเห็นว่าการมีเว็บไซต์สําเร็จรูปราคาถูกที่เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกนั้นง่ายกว่าที่คิด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเว็บไซต์สําเร็จรูปราคาถูก
ต้องใช้เว็บไซต์สําเร็จรูปในการขายของออนไลน์ไหม?
ไม่จำเป็น แต่การใช้แพลตฟอร์มจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก ทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย และใช้งานสะดวกกว่าการตั้งร้านด้วยตัวเองบนเว็บไซต์
การขายของบน Shopify มีค่าใช้จ่ายหรือไม่?
การขายบน Shopify มีค่าใช้จ่าย โดยมีให้เลือกถึง 4 แพ็กเกจที่ราคาเริ่มต้นเพียง 19 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 640 บาท) และสามารถทดลองใช้งานฟรีก่อนตัดสินใจสมัครจริงได้
แพ็กเกจที่ถูกที่สุดของ Shopify คืออะไร?
แพ็กเกจที่ราคาถูกที่สุดคือ Shopify Basic ซึ่งมาพร้อมช่วงทดลองใช้งานฟรีให้ลองใช้บริการก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มขายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหรือเพิ่มปุ่มซื้อในเว็บไซต์เดิม
โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ถูกที่สุดคืออะไร?
ตัวเลือกที่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำที่สุดมักเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่มีค่าสมัครรายเดือน เช่น Lnwshop แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้อาจมีค่าธรรมเนียมธุรกรรมสูงกว่า จำกัดจำนวนสินค้า หรือเหมาะกับสินค้าบางประเภทเท่านั้น จึงควรคำนวณต้นทุนรวมก่อนเลือกอีกครั้ง
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมมีผลต่อต้นทุนรวมอย่างไร?
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมเป็นต้นทุนผันแปร กล่าวคือยิ่งมียอดขายหรือจำนวนออร์เดอร์มาก ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็ยิ่งสูงยิ่งขึ้น และในบางครั้งก็อาจสูงกว่าค่าสมัครรายเดือนของแพลตฟอร์มด้วย จึงควรคำนวณจากยอดขายและจำนวนออร์เดอร์จริงก่อนตัดสินใจ
วิธีที่ถูกที่สุดในการมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซคืออะไร?
วิธีที่ใช้เงินเริ่มต้นน้อยคือการเพิ่มระบบขายลงในเว็บไซต์หรือบล็อกที่มีอยู่แล้ว เช่น การใช้แพ็กเกจเริ่มต้นของแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มปุ่มซื้อหรือจำหน่ายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย แต่หากต้องการร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ ผู้ประกอบการก็ควรเลือกแพลตฟอร์มที่มีโฮสติ้ง, ระบบชำระเงิน, เทมเพลต และเครื่องมือจัดการร้านในตัว เพื่อลดค่าใช้จ่ายเสริมในระยะยาว

